แชงครูสผมแดง

     แชงครูสผมแดง

 

แชงครูสผมแดง

 

     แชงครูสผมแดง หรือที่รู้จักในชื่อจักรพรรดิแดง โดดเด่นที่ผมสีแดงสดมาตั้งแต่ยังเด็ก รอยแผลเป็นที่ตาซ้าย หน้าตาหลอเหลารูปร่างสูงโปร่ง สวมใส่ชุดที่แตกต่างจากโจรสลัดคนอื่นที่มีตำแหน่งสูงซึ่งมักแต่งตัวเต็มยศใน แบบกัปตันแต่สำหรับแชงคูสเค้าชอบที่จะแต่งกายในแบบสบายๆ เสื้อเชิ๊ตตัวใหญ่สีขาว กางเกงขายาวสีน้ำตาล สวมเสื้อคลุมสีดำปกปิดแขนซ้ายที่ขาดของเค้าแต่

จะโชแขนขวาและดาบประจำตัวให้เห็นอย่างเด่นชัด นิสัยของเค้าดูซับซ้อนหลายแง่มุม บางครั้งเป็นคนสนุกสนานไม่มีรัศมีแห่งความสูงส่งหรือความมักใหญ่ใฝ่สูง แต่ในบางครั้งกลับดูจริงจังจนน่ากลัวพร้อมที่ฆ่าศัตรูทุกคนที่เข้ามาใกล้  แต่ก็เป็นที่รักของคนทั่วไปทั้งกับพวกพ้องเดียวกันและชาวบ้านทั่วไปแชงคูส ผมแดง  มีตำแหน่งเป็น 1 ใน 4 จักรพร รดิแห่งท้องทะเล ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นโจรสลัด 4 คนที่ปกครองครึ่งหลังของแกรนไลน์หรือ

“โลกใหม่” เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจทั้งสามของโลก คานอำนาจกับ กองทัพเรือ และ เจ็ดเทพโจรสลัด ซึ่งกลุ่มสี่จักรพรรดินี้ได้ชื่อว่าเป็นโจรสลัดที่มีฝีมือน่ากลัวและมีชื่อ เสียงน่าเกรงขามไปทั่วโลก โดยการมีอยู่ของสี่จักรพรรดิ์นี้ ต่างจากเจ็ดเทพโจรสลัดตรงที่ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพหรือร่วมมือกัน แต่ว่าต่างคนต่างอยู่และเป็นอิสระต่อกัน และมักจะปะทะกันอยู่เสมอนั่นอาจเป็นเพราะว่า

สมาชิกของเหล่าจักรพรรดิล้วนเป็นคนมีฝีมือและมีจำนวนมากจึงไม่มีใครยอมใคร และมักมองว่านายของตนเหนือกว่าคนอื่นนำมาซึ่งการต่อต่อสู้ระหว่างจักรพรรดิ ด้วยกันเองและทุกครั้งที่ปะทะกันมักเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก แม้ว่าดินแดนโลกใหม่จะอยู่ใกล้จุดสูงสุดของแกรนต์ไลและใกล้วันพีชที่สุดแต่ ก็ไม่มีจักรพรรดิคนใดไปถึงได้นั้นอาจเป็นเพราะเส้นทางเดินเรือของทั้ง 4 คนขัดกันอยู่ต่างคนต่างอยู่ในที่ตั้งของตนไม่กล้าที่จะขยับออกนอกเขตปกครอง เพราะ นั้นอาจหมายถึงการท้าทายที่จะนำมาสู่สงครามครั้งใหญ่และอาจบาดเจ็บ สาหัสจนจักรพรรดิที่เหลืออาจฉวยโอกาศโจมตีซ้ำจนกลุ่มต้องแตกไปนำมาซึ่งการ เสียสมาดุลครั้งใหญ่ในฐานะ 1ใน4 จักพรรดิ แชงคูสดูช่างสมกับตำแหน่งที่ได้มา มีทั้งเพลงดาบที่แข็งแกร่งไม่แพ้แม้แต่กับ หนวดขาวหรือมิฮอร์ค มีพลังฮาคิที่เทียบเท่า ราชาโจรสลัด ด้าน กำลังพลที่ดูจากขนาดเรือที่เล็กกว่าเรือโมบี้ดิกของหนวดขาวไม่มากทำให้คาดว่ากำลังพลจึงเกือบเทียบเท่าที่หนวดขาวมีและกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกทีที่ ปรากฏตัวให้ได้เห็น จึงเป็นอีกกลุ่มโจรสลัดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกซึ้งแม้แต่รัฐบาลโลกยังทำได้ เพียงจับตามองเพียงเท่านั้น  ไม่กล้าที่จะเข้าปะทะโดยตรงเพราะนั่นจะเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายทั้งสองฝ่ายนำมาซึ่งการสั่นครอนเสาหลักของโลกกลุ่มโจรสลัดผมแดงของแชงคูสเป็นกลุ่มโจรสลัด

พวกแรกที่ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสมาชิกในกลุ่มที่ดูธรรมดาแต่ก็ร้ายกาจ มีกัปตันที่ดูสนุกสนานแต่ก็ดูเท่ ความสามารถของแชงคูสครั้งแรกที่ปรากฏเค้าแสดงให้เห็นถึงจิตคุกคามที่ร้ายกาจ ระดับ ราชันย์   ที่แม้แต่จ้าวทะเลที่ดุร้ายยังต้องผงะ จากการที่เค้าเข้าช่วย ลูฟี่ ที่กำลังจะจมน้ำจึงเป็นที่แน่นอนว่าเค้าไม่ใช่ผู้มีพลังผลปีศาจแต่เป็นผู้มี พลัง ฮาคิราชันย์ที่ร้ายกาจเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป

กลุ่มเพื่อปกป้องชีวิตของตนและเพื่อปกป้องเรือที่เป็นเสมือนบ้านของเค้า วันเวลาผ่านไปวันหนึ่งโรเจอร์บอกลูกเรือทุกคนเกี่ยวกับโรคร้ายของตนและให้ ลูกเรือทุกคนตัดสินใจว่าจะออกจากกลุ่มหรือจะเดินทางไปพิชิตวันพีชพร้อมกับตน ด้วยวัย15ปี ย่างเข้าวัยรุ่นแชงคูสไม่ทิ้งโอกาศนี้เค้าเข้าร่วมในทันทีเพื่อหวังฝึกฝนตน เองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การเดินทางในฐานะลูกเรือของราชาโจรสลัดกินเวลาเพียง 4ปี

คุจิกิ เบียคุยะด

อุซึมากิ นารูโตะ (ญี่ปุ่น

คุจิกิ เบียคุยะ

อุซึมากิ นารูโตะ (ร่างเกิดใหม่ อาชูร่า 2)

ดูบทความหลักที่: 

อุซึมากิ นารูโตะ (ญี่ปุ่นうずまき ピムコ) เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 1 และอนิเมะ ตอนที่ 1 เกิดในวันที่ 10 ตุลาคม เลือดกรุ๊ปB มีพ่อชื่อ นามิคาเสะ มินาโตะ แม่ชื่อ อุซึมากิ คุชินะ พ่ออุปถัมภ์ชื่อ จิไรยะ ฉายา ผู้กอบกู้โลกใบนี้ เป็นนินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ มีชีวิตที่น่าสงสารในวัยเด็ก เป็นผู้ที่ถูกผนึกจิ้งจอกเก้าหางใว้ในท้องโดยโฮคาเงะรุ่น ที่ 4 พ่อของตน มีนิสัยร่าเริง รักสนุก นอกจากนี้ยังเป็นศิษย์ของหนึ่งในสามนินจาในตำนาน “จิไรยะ” แอบชอบสาวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมและก็ได้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่า ฉันจะต้องเป็นโฮคาเงะให้ได้ แล้วหลังจากจบสงครามนินจาลงก็ได้ทำตามความฝันจนได้เป็น “โฮคาเงะรุ่นที่7” และได้มีลูกกับ ฮิวงะ ฮินาตะ 2 คน คือ อุซึมากิ โบรูโตะ กับ อุซึมากิ ฮิมาวาริ ซึ่งฮิมาวาริแปลว่าดอกทานตะวัน

อุจิวะ ซาสึเกะ (ร่างเกิดใหม่ อินดรา 2)

ดูบทความหลักที่: 

อุจิวะ ซาสึเกะ (ญี่ปุ่นうちは べルべ) เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 3 และอนิเมะตอนที่2 เกิดในวันที่ 26 ตุลาคม เลือดกรุ๊ปAB มีพ่อชื่อ อุจิวะ ฟุงาคุ แม่ชื่อ อุจิวะ มิโกโตะ พี่ชายชื่อ อุจิวะ อิทาจิ ฉายา เด็กชายผู้รอดชีวิต เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลอุจิวะ เป็นผู้มีความสามารถในการใช้เนตรวงแหวน หลังจากการที่โดนพี่ชายล้างตระกูลเพื่อให้ซาสึเกะแข็งแกร่งขึ้นปัจจุบันได้เปิดเนตรสังสาระจากการได้เซลล์ ฮาชิรามะ ที่คาบูโตะเอามาใส่ แล้วได้พลังจากเซียน6วิถีช่วยปลุก เป็นคนฆ่าโอโรจิมารุ แต่ก็เรียกโอโรจิมารุออกมาอีกครั้งจากอักขระของอังโกะ และภายหลัง อุจิวะ ซาสึเกะ ก็ได้เข้าร่วมกลุ่มแสงอุษา และในตอนหลังนั้น เมื่อสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 เกิดขึ้น อุจิวะ ซาสึกะ ได้ร่วมสู้กับนารูโตะและเพื่อนๆ เพื่อกำจัด อุจิวะ มาดาระ แล้วได้ยอมรับความสามารถของนารูโตะ และออกเดินทาง แต่เขาก็มีลูกกับซากุระ 1 คน คือ อุจิวะ ซาราดะ(ปัจจุบันมีเนตรสังสาระข้างซ้าย)

ฮารุโนะ ซากุระ[

ดูบทความหลักที่: ฮารุโนะ ซากุระ

ฮารุโนะ ซากุระ (ญี่ปุ่น春野 サクラ) เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 3 และอนิเมะตอนที่2 เกิดในวันที่ 28 มีนาคม เลือดกรุ๊ปO มีพ่อชื่อ ฮารุโนะ คิซาชิ แม่ชื่อ ฮารุโนะ เมบุกิ ฉายา ซึนาเดะรุ่นที่ 2 ซากุระเป็นนินจาที่ฉลาด เธอตกหลุมรัก ซาสึเกะและพยายามเรียกร้อง ความสนใจจากเขา หลังจากที่ซาสึเกะได้เดินทางร่วมทุกร่วมสุขกันกับกลุ่ม 7 เธอรู้สึกว่าอุสึมากิ นารูโตะ นั้นเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึงจนแอบชอบนิดๆ จนในเมื่อสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 ได้จบลง เธอได้ตกลงปลงใจกับ ซาสึเกะ และมีลูกสาว 1 คน คือ อุจิวะ ซาราดะ

ฮาตาเกะ คาคาช

ดูบทความหลักที่: ฮาตาเกะ คาคาชิ

ฮาตาเกะ คาคาชิ (ญี่ปุ่นはたけ サヌタロ) ฉายา คาคาชินินจาก๊อปปี้ อดีตเคยเข้าสังกัดกองนินจาอันบุ ผมสีขาวของคาคาชิได้รับสืบทอดมาจากพ่อของเขา (ฮาตาเกะ ซาคุโมะ) ได้รับเนตรวงแหวนซึ่งได้รับมาจาก อุจิวะ โอบิโตะ (บุคคลที่ใส่หน้ากากที่คอยอยู่เบื้องหลังกมแสงอุษา หรือ โทบิ นั่นเอง) เพื่อนร่วมทีม มอบให้ก่อนที่จะเสียชีวิต เป็นโจนินฝีมือดีที่ได้รับการกล่าวขานทั้งในหน่วยลับและหน่วยราก เป็นอาจารย์ของ นารูโตะ ซาสึเกะและซากุระ ชอบอ่านอจึ๊ยสววรค์รำไรมาก หลังจบสงครามนินจาครั้งที่ 4 คาคาชิเป็นโฮคาเงะรุ่นที่6

ซาอิ (เข้าร่วมทีม 7 หลังจาก ซาซึเกะ ออกจากหมู่บ้าน)

ซาอิ (ญี่ปุ่นサイ) (ชื่อที่ถูกตั้งโดยดันโซ) มาร่วมทีมกับนารูโตะและซากุระ โดยมีดันโซเป็นคนแนะนำ ให้มาแทนที่ซาสึเกะที่หายไป ใช้หมึกและภาพวาดเป็นอาวุธ มีวิชานินจาคือ คาถาภาพอสูรสัตว์เทียม เป็นคนในหน่วยราก ซาอิเป็นคนที่ต้องพึ่งหนังสือในการเข้ากลุ่มกับพวกนารุโตะ เพราะในตอนแรกซาอิไม่มีความรู้สึก ไร้จิตสำนึก เพราะเมื่อก่อนซาอิเป็นหน่วยราก ปัจจุบันได้แต่งงานกับอิโนะ มีลูกชื่ออิโนะจิน

ยามาโตะ (ประจำการแทนคาคาชิ เพราะต้องเฝ้าคุ้มกันและผนึกนารูโตะจากการคุ้มคลั่งของ 9 หาง)[แก้]

ยามาโตะ (ญี่ปุ่นヤマト) อดีตหน่วยลับ และอดีตเด็กทดลองของ โอโรจิมารุ ฉายา เท็นโซผู้ใช้คาถาไม้ มาแทนคาคาชิในทีมคาคาชิที่บาดเจ็บจากภารกิจช่วยเหลือกาอาระจากแสงอุษา มีความสามารถใช้พลังของไม้เป็นส่วนใหญ่ ได้รับ DNA จากรุ่นที่ 1 และยังสามารถใช้วิชาผนึกพลังปีศาจจิ้งจอก 9 หาง ในตัวนารูโตะได้ดี เป็นรุ่นน้องของคาคาชิ เป็นคนที่นารุโตะกลัวอยู่นิดๆ เพราะเวลาที่นารูโตะขัดใจยามาโตะ เขาจะทำหน้าน่ากลัวใส่นารูโตะ

ทีม โคโนฮะมารุ

โคนัน

โคนัน

โคนัน

        คุโด้ ชินอิจิหรือโคนัน ปรากฏในตอนต้นของเรื่องในฐานะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเทย์ตันในโตเกียว เขามีพื้นฐานครอบครัวดี พื้นเพเป็นชาวเมืองเบกะ

เป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว บิดาคือคุโด้ ยูซากุ เป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง กับมารดาฟุจิมิเนะ ยูกิโกะ นักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียง ชินอิจิมีชื่อเสียงในฐานะนักสืบหนุ่มผู้ไขคดีฆาตกรรมยาก ๆ ได้เป็นจำนวนมาก

เขามีความสนิทสนมอย่างยิ่งกับโมริ รันซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนสมัยเด็ก

        กระทั่งวันหนึ่งเขาได้พาโมริ รัน ไปเที่ยวสวนสนุกทรอปิคอลแลนด์ ณ ที่นั้นได้มีคดีฆาตกรรมบนรถไฟเหาะ หลังไขคดีเสร็จสิ้น ชินอิจิรู้สึกเฉลียวใจเกี่ยวกับชายชุดดำสองคนคือยินและว็อดก้าที่อยู่ในคดีฆาตกรรมเมื่อสักครู่นี้จึงแอบตามไปดู

        แล้วพบว่า มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของบางอย่าง ระหว่างที่ชินอิจิกำลังมองดูเหตุการณ์ดังกล่าว ยินซึ่งเป็นหนึ่งในชายชุดดำจึงเข้ามาทำร้ายชินอิจิจนสลบ และกรอกยาพิษอาโพท็อกซิน 4869 (APTX 4869) หวังให้ชินอิจิถึงแก่ชีวิต

        ทว่าผลของยาทำให้ร่างกายของเขาหดเล็กลง เมื่อชินอิจิรู้สึกตัว จึงไปปรึกษากับอากาสะ ฮิโรชิ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อาศัยอยู่ข้างบ้านของตน เมื่ออากาสะทราบความจากชินอิจิแล้ว จึงแนะนำว่าให้ปิดเรื่องที่ตัวหดเล็กลงเสียมิให้ใครรู้ เพราะถ้าใครรู้ผู้นั้นก็จะมีภัย แทบจะทันทีทันใด โมริ รันได้มาหาชินอิจิด้วยความเป็นห่วง เมื่อรันพบชินอิจิในร่างเด็กแล้วถามชื่อเข้า

เขาเหลือบไปเป็นชั้นหนังสือนวนิยายด้านหลัง ซึ่งมีชื่อนักเขียนที่สันหนังสือคือเอโดงาวะ รัมโป และเซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ จึงตอบส่ง ๆ ว่าเอโดงาว่า โคนัน เขาจึงเข้าไปอาศัยร่วมกับรันซึ่งมีบิดาเป็นนักสืบเอกชนชื่อโมริ โคโกโร่เพื่อสืบหาองค์กรชุดดำ โดยช่วยโมริไขคดีแบบให้คำแนะนำ

ถ้าโมริหรือใครไขคดีตามการวิเคราะห์เหมือนตนก็จะปล่อยให้สืบสาวด้วยตนเอง แต่ถ้าเห็นว่าวุ่นวายเกินก็จะใช้ปืนยิงยาสลบยิงใส่ผู้อื่น แล้วใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงรูปหูกระต่ายไขคดีแทน โดยมากเขาจะยิงยาสลบใส่โมริ โคโกโร่เพื่อไขคดี

        เมื่อชินอิจิอยู่ในร่างเด็ก เขาเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ เพื่อปกปิดตัวตน เขาได้รู้จักกับ โคจิมะ เก็นตะ, ซึบุรายะ มิซึฮิโกะ, และโยชิดะ อายูมิ จึงได้ก่อตั้งขบวนการนักสืบเยาวชนขึ้น

สรวง สันติ

สรวง สันติ

       สรวง สันติ

 

    สรวง สันติ มีชื่อจริงว่า จำนงค์ เป็นสุข เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ที่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 5 ตำบลบ้านไร่ อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย บิดาชื่อนายสุ่ม มารดาชื่อนางจำรัส เป็นสุข เป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวน 4 คน จบการศึกษาชั้น ม.6 จากโรงเรียนการช่างสุโขทัย ก่อนเข้าสู่วงการเพลง เคยชกมวยมาก่อน โดยใช้ชื่อว่าเกรียงศักดิ์ เทพบดี

    ครูพิพัฒน์ บริบูรณ์ ได้นำวงไปทำการแสดงที่ จ.สุโขทัย ก็จึงลองไปสมัครดู ครูพิพัฒน์ได้ฟังเสียงก็รับเข้าอยู่ประจำวง และให้บันทึกเสียงเพลงชุดแรก คือ “มดแดงเฝ้ามะม่วง”และ “ลุงฉิ่ง” โดยตั้งชื่อให้ว่า “ดาว มรกต” แต่ไม่ดัง เขาอยู่กับวงพิพัฒน์ บริบูรณ์ได้ 2 ปี ก็ลาออก พร้อมกับ นฤมล สมสมร หรือ น้ำผึ้ง บริบูรณ์ นักร้องสาวประจำวง ซึ่งได้รู้จักชอบพอจนเป็นแฟนกัน ต่อมาได้ไปสมัครอยู่กับวงกระดิ่งทอง ของศรีไพร ใจพระ โดยมีเพื่อนแท้อย่างแดนชัย สนธยา คอยให้ความช่วยเหลือ เขาอยู่กับศรีไพร

              ใจพระ ได้ไม่นานก็ลาออก และเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2509 ก็ไปสมัครอยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล จากข้อเขียนของ ครูมงคล อมาตยกุล ทำให้เราทราบว่าสรวง สันติเข้ามาอยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์ในฐานะนักแต่งเพลง ซึ่งมีเกียรติศักดิ์ มีศักดิ์ศรี มีวิชาความรู้

ได้รับการยกย่องมากกว่าการเป็นนักร้อง แต่เพราะความต้องการเป็นนักร้องของเขามีมากกว่า ใจเรียกร้อง ต้องการอยากเป็นนักร้องและมั่นใจว่าตนเองก็ร้องเพลงดูได้ จึงกล้าลดชั้นตนเองเข้าไปบอกกับครูมงคล ขอเป็นนักร้องมากกว่าจะเป็นนักแต่ง เลยต้องเจอบททดสอบประมาณว่าต้องเป็นคนใหม่นะ ต้องแบกหามนะ ต้องวิ่งซื้อโอเลี้ยงนะ ต้องยอมรับใช้คนทั้งคณะ พวกรุ่นพี่ๆ ที่เขาอยู่มาก่อนนะ ซึ่งไม่ว่าจะต้องทำอะไร ความต้องการเป็นนักร้องของ สรวง สันติ ก็ทำให้เขาต้องยอมทุกอย่างครูมงคลตั้งชื่อให้ใหม่ว่าสรวง

สันติ และได้ออกร้องเพลงครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ปัตตานี และต่อมาได้บันทึ

กเสียงสมใจ และเพียงแค่ได้อัดแผ่นเสียงเพลงแรกเมื่อ 31 สืงหาคม พ.ศ. 2509 เท่านั้น เพลงแฟนใครแฟนมัน ก็ได้รับความนิยมชมชอบจากแฟนเพลงทันที เพลงติดอันดับ 1 ถึง 3 สัปดาห์ ไม่นับอันดับอื่นๆ อีก

เพลงที่ดังๆของในยุคนี้ เช่น ผู้ยิ่งใหญ่ , น้ำมันแพง , 1-2-3 ด่วนสอง

เดวิด เบ็คแฮม

เดวิด เบ็คแฮม

เดวิด เบ็คแฮม

    เดวิด เบ็คแฮม เป็นหนึ่งในนักเตะในตำนานที่มีชื่อเสียงมากของวงการฟุตบอลใน ค.ศ.นั้น เพราะชายคนนี้ทำให้วงการฟุตบอลสะท้านไปทั่วโลก และทีมที่ปลุกปั้นและแจ้งเกิดของเขาในชีวิตของเขาก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เบ็คแฮม ได้ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวาให้กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 1 ทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงที่ทีม (ปีศาจแดง) ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสร จากลูกยิง 57 หลาของเขาในเกมที่แข่งกับวิมเบิลดัน หลายคนยังนำคลิปลูกยิงดังกล่าวมาฉายซ้ำแทบจะตลอดเวลา เบ็คแฮม ได้เดินตามรอยฮีโร่ในวัยเด็กของเขาอย่าง ไบรอัน ร็อบสัน ด้วยการเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ เขาเป็นนักฟุตบอลเพียงคนเดียวที่สามารถยิงประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุกท้าย 3 สมัย

    เรื่องราวทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นในเดือน กรกฎาคม ปี 1991 เบ็คแฮม ได้ขายวิญญาณของเขาให้กับปีศาจแดง เมื่อแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนหนึ่งได้เดินทางขึ้นเหนือเพื่อที่จะทำการเซ็นสัญญากับทีม แมนยู นั่นก็คือ เดวิด เบ็คแฮม ในวัย 16 ปี และนั้นคือจุดเริ่มต้นของคลาส ออฟ 92 ที่คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ แต่เขาก็ยังคงไม่ได้ลงสนามในทันทีจึงต้องรอเกมประเดิมสนามไปก่อน โดยมาเกิดขึ้นในเกมที่เปิดบ้านเจอลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 2 เมษายน ปี 1995 หลังจากที่ อังเดร แคนเซลสกี้ส์ ได้ย้ายออกไปจากทีม ทำให้เขาได้โอกาสในการลงเล่นปีกขวา

เบ็คแฮมทำผลงานให้กับตัวเองเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคนนี้แหละคือของจริง เพราะ เดวิด เบ็คแฮม สามารถยังประตูชัยในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพที่พบกับ เชลซี ได้สำเร็จ จนส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รองแชมป์ 2 รายการ

      ปี 1996 – 1997 จากลูกยิงที่มีระยะไกลถึงครึ่งสนาม ณ สนามเชลเฮิร์สท พาร์ค ทำให้เขาได้ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก และฤดูกาลนี้จบลงด้วยการได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก

เบ็คแฮมได้ไปเตะฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส และมีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะตัวเขาเองไม่ได้ลงเล่น 2 เกมแรก ก่อนที่จะมายิงฟรีคิกให้กับอังกฤษในเกมที่เจอกับโคลอมเบีย ในขณะที่เขากำลังจะได้ถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ของชาติอยู่แล้ว หากไม่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์ในนัดที่ต้องแข่งกับ อาร์เจนตินารอบที่ 2 เนื่องจาก เบ็คแฮม ไปทำฟาวล์ใส่ ดิเอโก้ ชิเมโอเน่ ทำให้ทีมเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน จนทำให้ถูกเขี่ยตกรอบไปในที่สุด

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ แฟนบอลทั้งประเทศรุมกล่าวโทษตัวเขา แต่อย่างไรก็ตามแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเปิดแขนรับอยู่ และนั้นก็ทำให้เขาได้แสดงฝีเท้าอีกครั้ง จากการซัดฟรีคิกใส่ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลที่ 1998 – 1999 และนั้นคือการทำให้ฝันของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปถึงจุดที่สูงสุด คือ ทริปเปิ้ลแชมป์

ฤดูกาลต่อมา David Beckham ได้รับชัยชนะในพรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 4 และถูกโหวดให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีอันดับที่ 2

ฤดูกาลที่ 2000 – 2001 Beckham มีส่วนสำคัญในการช่วยในการพาทีมชาติ อังกฤษ ไปเตะในฟุตบอลโลก 2002 ด้วยการทำประตูชัยสุดสวย

ฤดูกาลที่ 2002 – 2003 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาจะอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เนื่องจากควาสัมพันธ์ระหว่างเขากับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ค่อยลงรอยมากกันนัก และยังมีเรื่องที่แย่ไปกว่านั้นเนื่องจากทีมปีศาจแดงแพ้ให้กับทีมอาร์เซนอลคาบ้าน ในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ และนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อผู้จัดการอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บังเอิญไปเตะรองเท้าสตั๊ดบินออกมาจากห้องแต่งตัว ทำให้ไปโดนหน้าของ เบ็คแฮม จังๆ จนคิ้วซ้ายแตก นั่นเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายของเขากับทีมที่อยู่มาตั้งแต่เด็ก

ซางาระ ซาโนสุเกะ

ซางาระ ซาโนสุเกะ

ซางาระ ซาโนสุเกะ

        ซางาระ ซาโนสุเกะ หรือ ซันสะ เป็นตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องซามูไรพเนจร

ซางาระ ซาโนสุเกะ  ฉายา”นักวิวาทซันสะ” ด้านหลังเสื้อของเขาปักตัวอักษรคำว่า “ร้าย” เอาไว้ เป็นคนที่ชอบการชกต่อย อุปนิสัยเลือดร้อน พูดจาตรงไปตรงมา มีร่างกายที่อึดเป็นพิเศษ

ในอดีตเคยเป็นคนของกลุ่ม “สาส์นแดง” ซึ่งนับถือซางาระ ไซโซผู้นำของกลุ่มมาก ซาโนสุเกะจึงของนามสกุล “ซางาระ” มาใช้ แต่หลังจากกลุ่มสาส์นแดงถูกคณะปฏิวัติหักหลัง

ไซโซถูกฆ่าเขาจึงเกลียดคนของคณะปฏิวัติเข้ากระดูกดำ ในตอนที่สู้กับเคนชิน อาวุธที่เขาใช้คือ”ดาบพิฆาตอาชา” แต่หลังจากนั้นมักใช้หมัดล้วนๆ ในการต่อสู้ ฝีมือของเขาได้พัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่งหลังจากได้ท่าไม้ตาย “สองกระแทกสุดยอด” จากอันจินักบวชเร่ร่อน

 ซาโนสุเกะเป็นสหายคนสำคัญอันดับหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากเคนชิน และสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเคนชินเสมอมา

ทากานิ เมงุมิ

ทากานิ เมงุมิ

Takani Megumi

        ทากานิ เมงุมิ เป็นตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องซามูไรพเนจร ซึ่งผู้แต่งต้องการให้บทบาทของเมงุมิเป็นการ “ละจากการทำความผิด” เนื่องจากเมงุมิเคยผลิตฝิ่นนั้นเอง

        ทากานิ เมงุมิ เกิดในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2400 ตระกูลทากานิของเธอเป็นตระกูลที่สืบทอดการเป็นหมอมาหลายชั่วอายุคนแถบไอซุ ซึ่งถือเป็นชนชั้นสูงในขณะนั้น ครอบครัวของเธอมีอุดมการณ์ที่มุ่งหมายที่จะรักษาประชาชนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น และอุดมการณ์ดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มซามูไรนัก

บิดาของเธอคือทากานิ ริวเซ ได้ไปยังนะงะซะกิเพื่อจะไปศึกษาการแพทย์แผนตะวันตก ได้ละทิ้งครอบครัวไว้ทีไอซุ ทั้งนี้ครอบครัวของเขาได้รับการอนุญาตให้เป็นแพทย์ในสนามรบ แต่ริวเซถูกสังหารในเวลาต่อมา ส่วนแม่และพี่ชายอีกสองคนของเมงุมิหายสาบสูญไป

ผลของสงคราม ทำให้ตระกูลทากานิล่มสลาย เหลือเธอเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต แต่ความที่เมงุมิได้เรียนรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนตะวันตก (รังงุกุ)

และด้วยความที่เธอต้องการเป็นแพทย์อย่างเปี่ยมล้นเมงุมิได้กลายเป็นคนของทาเคดะ คันริว เพราะไปเป็นผู้ช่วยหมอคนหนึ่งที่ผลิตฝิ่นให้กับคันริว หลังจากหมอคนนั้นเสียชีวิต เมงุมิจึงเป็นคนเดียวที่รู้กรรมวิธีการผลิตฝิ่น เธอจึงถูกคันริวบังคับให้ผลิตฝิ่นใยแมงมุม และจะลักลอบขายฝิ่นชนิดดังกล่าวในแถบโตเกียว

เธออดทนมีชีวิตเพราะมีความหวังที่จะได้พบกับครอบครัวของเธอที่หายสาบสูญไปเมื่อครั้งเกิดสงคราม เมงุมิหาโอกาสหนีจากคันริวจนได้พบกับพวกเคนชิน และได้กลายเป็นผู้ช่วยเหลือคนสำคัญของเคนชิน

คอยรักษาบาดแผลของเคนชินและเพื่อน ๆ ที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ เมงุมิเป็นอีกคนที่หลงรักเคนชิน ก่อนที่จะมีความสัมพันธ์พิเศษกับซาโนะสุเกะในเวลาต่อมา

         เมงุมิมักจะมีหูจิ้งจอกโผล่ออกมา ซึ่งสอดคล้องกับฉายาของเธอคือ สุนัขจิ้งจอก (คิสึเนะ) ซาโนะสึเกะจึงมักเรียกเธอว่า ยายจิ้งจอก (คิสึเนะอนนะ) หรือแม้แต่ยาฮิโกะและคาโอรุก็เรียกเธอด้วยชื่อนี้บ้างบางครั้ง เมงุมิจึงถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “สุนัขจิ้งจอก” มาตลอดเรื่อง

คามิยะ คาโอรุ

คามิยะ คาโอรุ

คามิยะ คาโอรุ

         คามิยะ คาโอรุ  เป็นตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องซามูไรพเนจร

        คามิยะ คาโอรุ เธอเกิดในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2405 ที่ชิบะ ผู้สืบทอด “สำนักดาบคามิยะคัตชินริว” ต่อจากบิดาคือ คามิยะ โคชิจิโร่  ผู้ซึ่งถูกเกณฑ์ไปเป็นนักดาบตำรวจที่ถูกสังหารในช่วงกบฏซะสึมะขณะปกป้องสหาย

 เรื่องทุกอย่างจึงเกิดขึ้นเมื่อเธอต้องการที่จะทำสำนักให้คงอยู่ต่อไป แต่กลับไม่มีนักเรียนมาเรียน และคงจะต้องเสียสำนักไปในไม่ช้า แต่เคนชินได้ปรากฏตัวขึ้น และได้ช่วยเหลือเธอ

        เธอต้องการปราบบัตโตไซตัวปลอมที่ทำให้ชื่อเสียงของสำนักมัวหมอง โดยได้รับการช่วยเหลือจากเคนชิน เธอจึงชักชวนให้เคนชินพักอยู่ที่สำนัก และในที่สุดก็เริ่มหลงรักเคนชิน

เธอไม่ต้องการให้เคนชินจับดาบฆ่าคน มักจะใช้เคนชินให้ทำงานบ้านอยู่เสมอ จุดอ่อนของเธอคือทำอาหารไม่อร่อยอย่างมาก เธอมักถูกเปรียบเทียบอยู่เสมอว่าเหมือนทานูกิ

เกปา อาร์ริซาบาลาก้า

เกปา อาร์ริซาบาลาก้า

เกปา อาร์ริซาบาลาก้า

    เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ชื่อเต็ม เกปา อาร์ริซาบาลากา เรบูเอลตา เกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1994 เขาเกิดในเมืองออนดาร์โรอา จังหวัดบิสกาย แคว้นบาสก์ ทางตอนเหนือของประเทศสเปน เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ในอคาเดมี่ของสโมสรแอธเลติก บิลเบา ในตำแหน่งผู้รักษาประตู

จากวันที่เริ่มเข้าสู่ทีมอคาเดมี่ของสโมสร แอธเลติก บิลเบา เขาใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่กับสโมสร 8 ปี และได้รับสัญญาเป็นนักเตะอาชีพฉบับแรกจากทีมในระดับดิวิชั่น 3 ของลีกสเปนอย่าง คลูบ เดปอร์ติโบ บิสโคเนีย และยังเป็นทีมสำรองที่พัฒนานักฟุตบอลในระดับเยาวชนให้กับทางสโมสร บิลเบา แอธเลติก “บี” ซึ่งเป็นทีมสำรองของสโมสร แอธเลติก บิลเบา อีกที

ในกลางปี 2012 เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ได้รับโอกาสขึ้นมาเป็นสำรองของทีมชุดใหญ่ในเกมการแข่งขัน ลาลีก้า สเปน ที่ แอธเลติก บิลเบา พบกับ เคตาเฟ่ ซึ่งในการแข่งขันนัดดังกล่าว เกปา ยังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนาม แต่เพียงเท่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นผลดีอย่างมากกับเด็กดาวรุ่งอย่างเขา ที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นมานั่งเป็นตัวสำรองและได้สัมผัสเกมอยู่ข้างสนาม

ในซีซั่นต่อมาเขาถูกเลื่อนขึ้นมาอยู่กับทางทีม บี ของสโมสร แอธเลติก บิลเบา ซึ่งในตอนนั้นเจ้าตัวมีอายุเพียง 19 ปี และได้ลงเล่นให้กับทีมสำรองของสโมสรจนอายุถึง 22 ปี ก่อนที่จะได้รับโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว

เซอร์ไอแซก นิวตัน

 เซอร์ไอแซก นิวตัน

เซอร์ไอแซก นิวตัน

    เซอร์ไอแซก นิวตัน (อังกฤษIsaac Newton; 25 ธันวาคม ค.ศ. 1641 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1725 ตามปฏิทินจูเลียน)1 นักฟิสิกส์ นัก คณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ

งานเขียนในปี พ.ศ. 2230 เรื่อง Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (เรียกกันโดยทั่วไปว่า Principia) ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ในงานเขียนชิ้นนี้ นิวตันพรรณนาถึง กฎแรงโน้มถ่วงสากล และ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

ซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดช่วง 3 ศตวรรษถัดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่า

การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ บนโลกและวัตถุท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน

ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์

เซอร์ไอแซก นิวตัน

เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2204 นิวตันได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริดจ์ ในฐานะซิซาร์ (sizar; คือทุนชนิดหนึ่งซึ่งนักศึกษาต้องทำงานเพื่อแลกกับที่พัก อาหาร และค่าธรรมเนียม) ในยุคนั้นการเรียนการสอนในวิทยาลัยตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของอริสโตเติล แต่นิวตันชอบศึกษาแนวคิดของนักปรัชญายุคใหม่คนอื่นๆ

ที่ทันสมัยกว่า เช่น เดส์การ์ตส์ และนักดาราศาสตร์ เช่น โคเปอร์นิคัสกาลิเลโอ และเคปเลอร์ เป็นต้น ปี ค.ศ. 1665 เขาค้นพบทฤษฎีบททวินามและเริ่มพัฒนาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ซึ่งต่อมากลายเป็นแคลคูลัสกณิกนันต์ นิวตันได้รับปริญญาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1665 หลังจากนั้นไม่นาน

มหาวิทยาลัยต้องปิดลงชั่วคราวเนื่องจากเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ แม้เมื่อศึกษาในเคมบริดจ์เขาจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่การศึกษาด้วยตนเองที่บ้านในวูลส์ธอร์พตลอดช่วง 2 ปีต่อมา

ได้สร้างพัฒนาการแก่ทฤษฎีเกี่ยวกับแคลคูลัส ธรรมชาติของแสงสว่าง และกฎแรงโน้มถ่วงของเขาอย่างมาก นิวตันได้ทำการทดลองเกี่ยวกับแสงอาทิตย์อย่างหลากหลายด้วยแท่งแก้วปริซึมและสรุปว่ารังสีต่างๆ ของแสงซึ่งนอกจากจะมีสีแตกต่างกันแล้วยังมีภาวะการหักเหต่างกันด้วย