สึนามิ

สึนามิ (Tsunami)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สึนามิ

สินามิเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นจากาแผ่นดินไหว ที่มีแหล่งกำเนิดในแผ่นมหาสมุทรที่มีความรุนแรงส่งผลให้ระลอกคลื่นหรือคลื่นใต้น้ำที่เมื่อกระทบฝั่งแล้วมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมาก แต่เนื่องจากระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นมีขนาดของคลื่นเล็กมากแต่มีความยาวคลื่นที่ยาวมากเมื่ออยู่ในพื้นที่นอกชายฝั่ง ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนในระดับผิวน้ำ แต่เมื่อเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งจะยิ่งมีลักษณะเหมือนการไหลท่วมของแระเสน้ำขึ้นเข้าสู่ฝั่งอย่างรุนแรง สินามิมีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า คลื่นทะเลที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือน และมีชื่อเรียกทางวิทยาศสาตร์ว่า “Seismic Sea Wave”

นอกจากนี้สินามิยังอาจเกิดจากภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม แผ่นดินทรุด หรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในทะเล คำว่าสินามิมาจากภาษาญี่ปุ่นโดยคำว่า สึ มีความหมายว่า ท่าเรือ และนามิมีความหมายว่า คลื่น เมื่อรวมกันมีความหมายว่า คลื่นท่าเรือ เป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาโดยชาวประมงที่่พบเห็นคลื่นยักษ์เช่นนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่ส่งผลให้เกิดสึนามิบ่อยเช่นกัน ลักษณะของสึนามิเมื่อเข้าสู่ฝั่งระดับน้ำทะเลจะลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ขอบทะเลถอยร่นออกจากฝั่ง ถ้าหากชายฝั่งมีความลาดชันน้อยน้ำทะเลอาจถอยร่นไปไกลถึง 800 เมตร ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของคลื่นที่เคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง จากนั้นจะเกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่เป็นจุดสูงสุดของคลื่นที่เคลื่อนเข้าสู่ฝั่งที่อาจมีความสูงมากตั้งแต่ 2 เมตรไปจนถึงสูงมากกว่า 10 เมตรหรืออาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงาของแผ่นดินไหวและระยะทางที่กระทบฝั่ง

Ma’at

เทวีมัต (Ma’at)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Ma’at

เทวีนกแร้ง

 

เทวีมัต (Ma’at) เป็นเทวีแห่งนภากาศอีกพระองค์หนึ่ง ทรงเป็นพระชายาของเทพเจ้าอะมัน พระนามของพระองค์หมายถึงพระมารดาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคแรกสุดพระองค์ทรงมีสัญลักษณ์แทนให้ไพร่ฟ้าประชาชนได้เคารพบูชาเป็นรูปนกแร้งตามที่ปรากฏในภาพเขียนผนังวิหารทั่วไปเป็นรูปสตรีสวมมงกุฎหัวนกแร้งความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นพระมารดาและนกและนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเพราะไม่มีรายละเอียดบ่งบอกไว้ เทวีมัตได้รับการยกย่องสรรเสริญเทียบเท่าทางเทวีบาส (Bast) และเทวีเซคเม็ต (Sekhmet) บางครั้งจึงเนรมิตพระองค์เป็นแมวหรือสิงโตและตามปกติพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับแมวมากกว่านกแร้ง

ลมประจำฤดู (Seasonal Wind)

ลมประจำฤดู

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลมประจำฤดู

 

ลมประจำฤดู เป็นลมประ่จำที่พัดเข้ามาตามฤดูกาล สำหรับประเทศไทยมีลมประจำฤดู ได้แก่

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมประจำฤดูฝน มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซึกโลกใต้ในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างกลางเดือนพฤษภาคม กลางเดือนตุลาคม ทำให้เกิดเมฆมากและมีฝนตกชุกทั่วไป

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลมประจำฤดูหนาว มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากากศสูงในซีกโลกเหนือในแถบประเทศมองโกเลียและจีน โดยพัดเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งโดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นจัดกว่าบริเวณอื่นของประเทศ และส่งผลให้มีฝนตกในภาคใต้โดยเฉพาะชายฝั่งด้านตะวันออก

ความรู้รอบตัว-ยุง

ยุง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ยุง

 

ยุง เป็นแมลงชนิดที่พบได้ทั่วไป แต่มีชุกชุมในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ซึ่งเป็นพาหะสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมากมายแล้วแต่ชนิดของยุง เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้จับสั่น โรคเท้าช้าง เป็นต้น นักชีววิทยาได้ค้นคว้าเกี่ยวกับยุงทำให้พบว่ายุงเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 38-54 ล้านปีมาแล้ว ยุงตัวเมียมีอายุ 1-3 สัปดาห์ กินเลือดเป็นอาหารทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์ ส่วนยุงตัวผู้มีอายุ 4-5 วัน กินน้ำหวานในดอกไม้ เมื่อผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียเรียบร้อยแล้วมันจะตาย ปัจจะบันมีการพบยุงทั่วโลกประมาณ 3,450 ชนิด ในประเทศไทยพบประมาณ 412 ชนิด ที่สำคัญ เช่น ยุงก้นปล่อง (Anopheles ยุงลาย (Aedes) ยุงดำ ยุงรำคาญ เป็นต้น ยุงเป็นแมลงที่มีวงจรชีวิตสมบูรณ์ (holomitabolous)แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ไข่ ลูกน้ำ ลูกโม่ง และยุงแก่เมื่อยุงตัวเมียอายุได้ 2-3 วัน ยุงจะเริ่มออกกินเลือดเพื่อนำโปรตีนและแร่ธาตุไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ เมื่อไข่ได้รับการผสมจากยุงตัวผู้แล้ว ยุงตัวเมียจะวางไข่แต่ละครั้งมีตั้งแต่ 30-300 ฟอง ขึ้นอยู่กับปริมาณของเลือดและชนิดของยุงและในช่วงชีวิตของยุงอาจวางไข่ได้มากถึง 10 ครั้ง แต่ละครั้งจะห่างกัน 4-5 วันอาจเร็วหรือช้ากว่านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น อุณหภูมิ เป็นต้น

Physics

ฟิสิกส์ ( Physics )

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Physics

ฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับสสาร และพลังงาน ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ อาทิการประดิษฐ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น การประดิษฐ์เครื่องใช้เหล่านี้ต้องใช้ความรู้พื้นฐาน่ทางด้านแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นวิชาฟิสิกส์แขนงหนึ่ง ปัจจุบันฟิสิกส์เป็นวิชาที่มีขอบเขตกว้างขวางและมีการพัฒนาไปมากทำให้เกิดวิชาฟิสิกส์สาขาย่อยมากมาย เช่น ฟิสิกส์อะตอมโมเลกุล และทัศนศาสตร์ฟิสิกส์ของไหล ฟิสิกส์อนุภาค ฟิสิส์พลศาสตร์ที่ไม่เป็นเชิงเส้น ฟิสิกส์ของสารควบแน่น ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ และเคออก เป็นต้น

อีกท้้งมีการแบ่งนักฟิสิกส์ออกเป็น 2 สาขา ตามลักษณะการทำงาน คือ นักฟิสิกส์ทฤษฏีเป็นนักฟิสิกส์ที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาและค้นหาทฤษฏีใหมห่ รวมถึงแก้ไขทฤษฏีเกิมที่ไม่ถูกต้องอธิบายการทอลองใหม่ ๆ และทดสอบทฤษกีที่นักฟิสิกส์สร้างขึ้น และนักฟฟิสกส์ทดลองเป็นนักฟิสิกส์ที่ทำงานด้านการทดลองโดยตรง นอกจากนี้ยังมีนักฟสิกส์ศึกษาธรรมชาติ ที่ศึกษาตั้งแต่สิ่งที่มีขนาดเล็กมา เช่น อะตอม โมเลกุล อนุภาคย่อย เป็นต้น ไปจนถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น ดวงอาทิตย์ จักรวาล เป็นต้น

ปีแอร์ คูรี (Pierre Curie)

ปีแอร์ คูรี (Pierre Curie)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Pierre Curie

 

ปีแอร์ คูรี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2402 (ค.ศ.1859)ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2449 (ค.ศ.1906) จบการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne University) ในปี พ.ศ.2423 เขาเริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับความต่างศักย์ของไฟฟ้าระหว่างผลึกหินควอทซ์กับเกลือโรเซลลีภายใต้ความกดดันสูง ทำให้เขาพบว่าความกดดัน มีผลกระทบต่อความต่างศักย์ที่เขาเรียก “ปิแอร์โซ อิเล็กทริคซีตี้ (Pierre so Electricity)”และจากการทดลองนี้เองที่ทำให้เขาค้นพบคลื่นเสี่ยง ที่เกิดจากกการเพิ่มค่าความต่างศักย์ของไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้พื้นผิวของผลึกเกิดการสั่นสะเทือนที่มีความถี่สูงเกินกว่าคนปกติจะได้ยิน แต่ก็มีประโยชน์ ซึ่งนักประดิษฐ์ได้นำหลักการอันนี้มาประดิษฐ์เครื่องมือหลายชนิดอาทิ ไมโครโฟน และเครื่องบันทึกเสี่ยง ต่อมาเขาได้ประดิษฐ์อิเล็กโทมิเตอร์ (Electrometer) ที่ใช้วัดความร้อนที่เกิดขึ้นกับแม่เหล็ก ซึ่งในการทดลองของเขาจากอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับมอบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยซอร์บอร์น และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการประจำห้องทดลองเคมีและฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้เขาและภรรยามารี คูรี ยังค้นพบแร่เรเดียมซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์

น้ำทะเล

น้ำทะเล

Image result for น้ำทะเล

น้ำทะเล เป็นของเหลวที่อยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม และมหาสมุทรเป็นน้ำที่มีรสเค็ม เนื่องจากมีเกลือผสม 35 ต่อ 1000 ส่วนหรือในน้ำทะเล 1 กิโลกรัม มีเกลือผสมอยู่ 35 กรัม เนื่องจากน้ำทะเลมีเกลือผสมอยู่ด้วย ทำให้มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำจืด โดยเฉลี่ยที่ผิวน้ำของมหาสมุทรอยู่ที่ 1.25 กรัมต่อ mlสำหรับน้ำจืดมีความหนาแน่นสูงสุดที่ 1 กรัมต่อ ml  ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส น้ำทะเลมีจุดเยือกแข็งที่อุณหภูมิลบ 2 องศาเซลเซียส หรือ 28.4 องศาฟาเรนไฮต์ สำหรับทะเลเปิดที่มีความเค็มมากที่สุด คือ ทะเลแดง (Red Sea) และทะเลปิด หรือทะเลสาบที่มีความเค็มมากที่สุด คือ ทะเลเดด (Dead Sea) ในน้ำทะเลประกอบด้วยออกซิเจน ร้อยละ 80 5.82 ไฮโดรเจน ร้อยละ 10.82 คลอรีน ร้อยละ 1.94 โซเดียม ร้อยละ 1.08 แมกนีเซียมร้อยละ 0.1292 กำมะถันร้อยละ 0.91 แคลเซียมร้อยละ 0.04 โพแทสเซียมร้อยละ 0.04 โปรตีนร้อยละ 0.067 คาร์บอนร้อยละ 0.28 ความเค็มของน้ำทะเลในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีน้ำจืดไหลออกไปผสมและการละลายของน้ำแข็งในทะเล

โซเดียมคลอไรด์ และ ไซเลม

โซเดียมคลอไรด์

Image result for โซเดียมคลอไรด์

 

โซเดียมคลอไรด์มีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่าเกลือแกงมีสูตรเคมี NaCl เป็นแร่ธาตุที่มีความสําคัญต่อมนุษย์อย่างมาก ทั้งในฐานะสารอาหารที่ร่างกายมีความต้องการและใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกายที่เกิดจากภาวะขาดน้ำ หรือเสียเลือด และความเค็มของมหาสมุทรที่มีอิทธิพลต่อความสมดุลของโล การผลิตเกลือสามารถทำได้โดยใช้น้ำทะเลมาปล่อยให้น้ำระเหยออกไป เหลือทิ้งไว้แต่เกลือ เรียกว่าเกลือสมุทร ส่วนที่อยู่ในดินเรียกว่าเกลือสินเธาว์ นอกจากนำมาบริโภคแล้วเกลือแกงยังมีประโยชน์อีกมากมาย โดยนำมาใช้ในการผลิตกระดาษ สบู่ ผงซักฟอก คลอรีน PVC ยาฆ่าแมลง และละลายน้ำแข็งแหล่งผลิตเกลือแกงที่สำคัญในประเทศไทย ได้แก่ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม แหล่งผลิตโซเดียมคลอไรด์ที่สำคัญของโลก คือ สหรัฐอเมริกา ผลิตได้มากที่สุดในโลก คือ จีน เยอรมนี อินเดีย และแคนาดา


ไซเลม (Xylem)

Image result for ไซเลม (Xylem)

ไซเลม เป็นท่อลำเลียงที่อยู่ในระบบลำเลียงของพืช โดยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากดินไปยังส่วนต่างๆของพืชผ่านทางราก ลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ ภายในไซเลมประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ มากมาย  

ความผิดพลาดของคนเก่ง

ความผิดพลาดของคนเก่ง

 

Image result for mistake job

 

ความผิดพลาดใหญ่ ๆ ในการเปลี่ยนย้ายงานของคนเก่งมีอยู่ 5 ประการดังนี้

1. ไม่ทำการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ในปัจจัยที่ใช้พิจารณาเปลี่ยนงาน เช่น ไม่ศึกษาสภาพการจ้างงานในตำแหน่งสำคัญในตลาดแรงงานของมืออาชีพ ไม่ทำการบ้านให้มากพอในการรู้จักองค์กรที่จะไปทำงานด้วย

2. คำนึงถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ คนเก่งมักถูกทาบทามจากบริษัทจัดหางานด้วยการเสนอ Package ที่ดึงดูดใจ จริงอยู่ตอนที่คิดว่าจะเปลี่ยนงานนั้น ตั้งใจจะพิจารณาเรื่องชื่อเสียงขององค์กร ความน่าสนใจและท้าทายของงาน แต่ครั้นพอจะตัดสินใจเรื่องเงินกลายเป็นแรงจูงใจและให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1

3. นักพิจารณาหาเหตุผลเพื่อตัดสินใจจะจากที่เดิมมากกว่าตั้งใจพิจารณาเหตุผลในการเข้าไปร่วมงานในที่ใหม่ คนเก่งได้รับข้อเสนอเป็น Package ที่น่าสนใจ อาจทำให้ตกหลุมพรางทางจิตวิทยานั่น คือ การค้นหาเหตุผลต่างๆที่ยืนยันว่าสมควรจะเดินจากองค์กรเดิมไปที่ใหม่และไม่ให้เวลาในการค้นหาความต้องการที่แท้จริง

4. ประเมินตนเองสูงเกินจริง คนเก่งที่ก้าวหน้าขึ้นมาโดดเด่นในองค์กรอาจมีความรู้สึกว่า ตนเองนั้นทำผลงานมากมายให้องค์กร เป็นคนมีศักยภาพความสามารถและอาจประเมินองค์กรที่ตนอยู่ในปัจจุบันต่ำไป ว่าไม่สามารถดูแลความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพได้เท่ากับการที่ตนเองจะไปแสวงโชคหาทางก้าวกระโดดในอาชีพได้จากองค์กรภายนอก

5. กดดันตนเองมากเกินไป เมื่อมีคนมาทาบทามระยะเวลาในการตัดสินใจเหมือนถูกเร่งรัดมากยิ่งขึ้น บางครั้งคิดไปว่าถูกกดดันโดยสังคม เพราะคุยกับที่ีใหม่หลายครั้งแล้ว ครั้งจะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากเขาก็รู้สึกลำบากใจ การกดดันต่างๆเหล่านี้เป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่ไล่ต้อนความคิดในการตัดสินใจของเราให้จนมุมมากขึ้น

กลยุทธ์ในการดึงดูดคนเก่งมาร่วมงาน (Attraction)

กลยุทธ์ในการดึงดูดคนเก่งมาร่วมงาน (Attraction)

 

Image result for attraction employees

 

จากเดิมตั้งรับ ต้องปรับเป็นรุก และรุกมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมาองค์กรขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง มักจะชะล่าใจคิดว่าบัณฑิตจบใหม่ที่เก่งๆนั้นย่อมเข้ามาสมัครงาน หรืออย่างดีองค์กรเหล่านั้นก็ไปรับสมัครถึงมหาวิทยาลัย คือไปทำ Campus recruitment เพื่อแนะองค์กร พร้อมเชิญชวนมาร่วมงาน แต่แนวโน้มคนรุ่นใหม่หัวใจ Gen Y ที่เก่งๆนั้น เขาอาจสนใจทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่ทำธุรกิจใหม่ๆ ท้าทายความคิด ฝึกฝนความสามารถ สะสมประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ และมีจำนวนไม่น้อยที่อยากทำธุรกิจของตัวเอง อาจจะเหลืออีกจำนวนหนึ่งสนใจทำงานกับองค์กรที่เขามีความรู้สึกที่ดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร จะเห็นได้ว่าพวกคนเก่งจะเป็นผู้เลือกองค์กร ดังนั้นสงครามการแย่งชิงคนเก่ง (War for Talent) ที่พูดถึง รู้กันมานานแล้ว บัดนี้สงครามดังกล่าวจบสิ้นแล้ว ผลคือองค์กรต่างๆพ่ายแพ้ บรรดาคนเก่งทั้งหลายได้ชัยชนะ เขายังเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรอง เนื่องจากมีจำนวนน้อยและหายาก ทำให้ทุกองค์กรต้องกลับมาคิดสารพัดวิธีที่จะไปผูกใจ แล้วดึงตัวคนเก่งมาร่วมงานให้ได้ แนวทางการใช้กลยุทธ์ดึงดูดคนเก่งนั้นจึงเน้นการไปสร้างสายใยสัมพันธ์กับนักศึกษากลุ่มเป้าหมาย บางองค์กรทางคณาจารย์ภาควิชาเริ่มรุกเข้าไปตั้งแต่นักศึกษาเรียนปี 3 ปัจจุบันนี้เรียนปี 1 ก็ไปทำโครงการให้ทุนการศึกษาชนกลุ่มเป้าหมาย เป็นตัวแทนลูกค้าผู้ทดลองใช้สินค้าและบริการให้ได้รับโอกาสฝึกงาน ทั้งในและต่างประเทศ บางองค์กรด้านบนไปไกลถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อทาบทามและสนับสนุนการเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายพิเศษต่างๆด้วยซ้ำ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อถูกใจหมายตากันไว้แต่เนิ่นๆ นอกจากนี้องค์กรที่ต้องการคนเก่งจะเน้นทำการ Employee branding ควบคู่ไปด้วย กล่าวคือใช้กลยุทธ์ที่ทำให้พนักงานที่ทำงานอยู่แล้วในองค์กรเป็นผู้สะท้อนว่าองค์กรแห่งนี้น่าทำงานด้วย โดยให้พนักงานมีความรู้สึกภาคภูมิใจและความผูกพันกับองค์กร