ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

 ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

ชื่อจริง : ศิริมงคล เอี่ยมท้วม
ฉายา : เทพบุตรหน้าหยก
วันเกิด : 2 มีนาคม พ.ศ. 2520
สถานที่เกิด : จังหวัดปทุมธานี, ประเทศไทย
รุ่น : ซูเปอร์ฟลายเวท, เเบนตั้มเวท, ซูเปอร์เฟเธอร์เวท, ซูเปอร์ไลท์เวท
ผู้จัดการ : สหสมภพ ศรีสมวงศ์ (อดีต), สุชาติ พิสิฐวุฒินันท์ (อดีต), นริส สิงหวังชา (ปัจจุบัน)
สถิติการชก : ชก 57  ครั้ง ชนะ 55 (ชนะน็อก) 32 แพ้ 2 เสมอ 0
ประวัติความเป็นมา
ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ มีชื่อจริงว่า ศิริมงคล เอี่ยมท้วม เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2520 ที่จังหวัดปทุมธานี มีชื่อเล่นว่า “โอ๋” ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ เป็นนักมวยหน้าตาดี มีหมัดแย็บที่แม่นยำ แฟนมวยชาวไทยจึงตั้งฉายาให้ว่า ” เทพบุตรหน้าหยก ” เป็นลูกชายของนายมานพ เอี่ยมท้วม เจ้าของค่ายมวย ” สิงห์มนัสศักดิ์ ” และนางบัวเรียม เอี่ยมท้วม แม่ เมื่อยังเด็ก ศิริมงคลชอบร้องรำลิเกมาก ทางพ่อ นายมานพ กลัวว่าลูกชายโตขึ้นจะเบี่ยงเบนเป็นกะเทย จึงจับให้ชกมวย โดยเริ่มจากมวยไทยก่อน โดยมีพี่ชาย คือ มานพชัย สิงห์มนัสศักดิ์ เป็นนักมวยไทยชื่อดังด้วย
แชมป์โลก WBU และ WBC
ศิริมงคลเมื่อได้เปลี่ยนมาชกมวยสากลได้คว้าแชมป์ซูเปอร์ฟลายเวท และแบนตั้มเวท ของสหภาพมวยโลก (WBU) ในปี พ.ศ. 2538 ก่อนที่จะสละตำแหน่งไปเพื่อครองแชมป์โลกในสถาบันที่ใหญ่กว่า คือ สภามวยโลก (WBC) ซึ่งในต้นปี พ.ศ. 2539 ศิริมงคลเอาชนะน็อกยก 3 เขาใหญ่ มหาสารคาม นักมวยรุ่นพี่ไปได้อย่างสวยงาม ในการชกเพื่อคัดเลือกผู้ขึ้นชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นแบนตั้มเวท WBC (Interim Champion)
และต่อมาในเดือนสิงหาคม ที่จังหวัดพิษณุโลก ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ ก็เอาชนะน็อก โฮเซ่ หลุยส์ บัวโน่ นักมวยชาวเม็กซิกันในยกที่ 5 ไปได้อย่างงดงาม คว้าแชมป์เฉพาะกาลไปได้ ด้วยวัยเพียง 19 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2540 สภามวยโลกก็ประกาศให้ศิริมงคลเป็นแชมป์โลกตัวจริง ศิริมงคล สามารถป้องกันตำแหน่งเอาไว้ได้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน
ในปลายปี ศิริมงคลได้เดินทางไปชกป้องกันตำแหน่งที่ประเทศญี่ปุ่น กับ โจอิชิโร ทัตสุโยชิ อดีตแชมป์โลกในรุ่นนี้ชาวญี่ปุ่น ศิริมงคลต้องลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก ถึงวันชกร่างกายซูบซีด แก้มตอบ ตาลึกโบ๋ แต่ก็ยังอดทนกัดฟันสู้กับทัตสุโยชิได้จนถึงยก 7 ก่อนที่จะแพ้น็อกไปอย่างบอบช้ำ
เลื่อนรุ่น
จากนั้นจึงเลื่อนรุ่นขึ้นไปชกในรุ่นที่ใหญ่กว่า และอุ่นเครื่องอีกหลายครั้ง ก่อนจะขึ้นชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซุปเปอร์เฟเธอร์เวทสถาบันเดิม เอาชนะ เคนโกะ นากาจิมา นักมวยชาวญี่ปุ่น ไปได้เมื่อปี พ.ศ. 2545 และป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้หนึ่งครั้ง ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะแพ้ เฮซุส ชาเวซ นักมวยชาวเม็กซิกัน ในการชกไฟต์บังคับ ในปี พ.ศ. 2546 ที่สหรัฐอเมริกาตกอับ

เมื่อเสียเเชมป์โลกสมัยที่ 2 แล้ว การชกมวยของศิริมงคลเป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เนื่องจากเป็นมวยรุ่นใหญ่ หาผู้สนับสนุนยาก ศิริมคลเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 เมื่อปรากฏเป็นข่าวฉาวโฉ่ว่าตำรวจได้ทลายจับแหล่งค้าสื่อลามกแหล่งใหญ่ย่านตลาดนัดสวนจตุจักร พบอัลบั้มนู้ดของอดีตแชมป์โลก ศิริมงคล อยู่ด้วย ซึ่งเจ้าตัวได้สารภาพว่า ถ่ายไปเพราะค่าตัวดี ประกอบกับขณะนั้นคิดจะแขวนนวม เนื่องจากขณะนั้น ศิริมงคลได้เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแฟชั่นและแสดงละครเป็นตัวประกอบทางช่อง 7 และได้แสดงมิวสิกวีดีโอของวงโมทีฟ โดยแสดงคู่กับ ดอม เหตระกูล หลังจากนั้นศิริมงคลก็ได้ออกหนังสือมาเล่มหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวการตัดสินใจถ่ายรูปนู้ดครั้งนี้ด้วย
ชกมวยเควัน

รอรี่ แม็คอิลรอย

รอรี่ แม็คอิลรอย

รอรี่ แม็คอิลรอย

แม้จะยังครอบครองแชมป์เมเจอร์ไม่ครบทั้ง 4 รายการ แต่ก็สามารถคว้าแชมป์ “เมเจอร์ที่ 5” อย่างไม่เป็นทางการมาครองเอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “รอรี่ แม็คอิลรอย”

แม็คอิลรอย คว้าแชมป์เดอะ เพลเยอร์ แชมเปี้ยนชิพ รายการกอล์ฟที่ชิงเงินรางวัลสูงที่สุดในโลกมาครอง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจก่อนลุยเดอะมาสเตอร์ส หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฟอร์มถือว่าร้อนแรงต่อเนื่อง เพียงแต่มักมีจะมีคนที่เล่นได้ดีกว่าเขาในวันสุดท้าย มาปาดหน้าแย่งแชมป์ไปครองก่อนเสียทุกที

ก้านเหล็กชาวไอร์แลนด์เหนือออกสตาร์ทวันสุดท้ายเคียงข้าง จอน ราห์ม

ผู้นำที่นำเขาอยู่หนึ่งสโตรก ขณะที่สถิติการออกก๊วนสุดท้ายในวันสุดท้ายของ แม็คอิลรอย ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยดีนัก นับตั้งแต่ที่เขาคว้าแชมป์อาร์โนลด์ พาลเมอร์ อินวิเตชั่นแนล มาเมื่อปีที่แล้ว เจ้าตัวมีสถิติเล่นก๊วนสุดท้ายมาแล้ว 9 รายการ แต่ไม่มีแชมป์เลยแม้แต่รายการเดียว

แต่ในที่สุดการรอคอยของ แม็คอิลรอย ก็มาสิ้นสุดลง เมื่อทำ 2 อันเดอร์พาร์ 70 ซึ่งมากพอจะแซงเอาชนะไปครอง ด้วยสกอร์รวม 16 อันเดอร์พาร์ 272 หลัง ราห์ม ฟอร์มหลุดตีเกินถึง 4 โอเวอร์พาร์ ขณะที่ แม็คอิลรอย รับแชมป์พร้อมกับโกยเงินเข้ากระเป๋าไป 2.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 70 ล้านบาท

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจ คงต้องยกให้พัตเตอร์ TaylorMade Spider X ที่ รอรี่ ใช้มาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และช่วยให้เขาเก็บไปได้ 21 เบอร์ดี้ และชัยชนะในรายการนี้ถือเป็นการลิ้มรสโทรฟี่แชมป์ครั้งนี้ของ Spider X ต่อจากรายของ คีธ มิตเชล ที่ได้แชมป์ฮอนด้า คลาสสิค ไปก่อนหน้านี้

มารอดูครับกันว่า รอรี่ แม็คอิลรอย ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง และคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง จะสามารถปลดล็อกคว้ากรีนแจ็คเกตในเดอะมาสเตอร์ส พร้อมกับทำ “แคเรียร์สแลม” ได้สำเร็จหรือไม่…

สำหรับอุปกรณ์ในการคว้าแชมป์ของ แม็คอิลรอย ครั้งนี้ เป็นอุปกรณ์จาก TaylorMade ครบทั้ง 14 ชิ้น รวมถึงลูกกอล์ฟ นำมาโดยไดรเวอร์ TaylorMade M5 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ส่งให้เขารั้งอันดับ 2 สถิติ Strokes Gained: Off-the-Tee และมีสถิติไดร์ฟเฉลี่ยอยู่ที่ 305 หลา อยู่อันดับ 5 ของการแข่งขัน

รอรี่ และไดรเวอร์ M5 มีช็อตน่าประทับใจด้วยกันหลายช็อต โดยเฉพาะช่วงไคลแม็กซ์ในหลุม 16 พาร์ 5 ด้วยการไดร์ฟทำระยะถึง 347 หลาไปเหลือขึ้นกรีนเพียง 174 หลา ก่อนจะเก็บเบอร์ดี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็น รวมถึงหลุมต่อมาในหลุม 16 พาร์ 4 ที่ก็ไดร์ฟไปเหลือขึ้นช็อต 2 เพียง 154 หลาเท่านั้น

สำหรับไดรเวอร์ M5 มีจุดเด่นอยู่ที่เทคโนโลยีหน้าไม้ Twist Face ที่ออกแบบหน้าไม้ที่ช่วยชดเชยความผิดพลาดจากการตีผิดพลาดในจุดต่างๆ พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นเป็น Speed Injected Twist Face โดยใช้หน้าไม้ไทเทเนียมที่บางเฉียบและยืดหยุ่นจนเกินค่ากำหนดตามกฎ ก่อนที่จะได้รับการปรับแต่งด้วยการฉีดเรซิ่นเข้าไปที่จุดสองจุดตรงหน้าไม้เพื่อไม่ให้หน้าไม้บางเกินขีดกำหนดแต่ยังคงมีความเร็วที่สูงสุด

ออสการ์ เดอ ลา โฮยา

   ออสการ์ เดอ ลา โฮยา

 

 

                         ออสการ์ เดอ ลา โฮยา (Oscar De La Hoya) เกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ที่เมืองมอนเตเบลโล มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พื้นเพครอบครัวของเดอ ลา โฮยา เป็นชาวเม็กซิกันที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยที่ผู้ชายในตระกูล ไม่ว่าจะเป็น พ่อ, ปู่, พี่ชาย ก็ล้วนแต่เป็นนักมวยมาก่อนทั้งนั้น
เมื่อวัยเด็ก เดอ ลาโฮยา เป็นเด็กอ่อนแอ มักจะโดนพี่ชายและเด็กในละแวกบ้านแกล้งเสมอ ๆ
“สุดหล่อ” ออสการ์ เดอ ลา โฮยา

                         มีชื่อเสียงขึ้นมาในการที่สามารถเป็นนักมวยเพียงคนเดียวในทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาได้จากการเอาชนะ มาร์โก้ รูดอร์ฟ นักมวยชาวเยอรมัน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
จนทำให้เดอ ลา โฮยา ได้รับฉายาว่า ” โกลเด้น บอย ” (Golden Boy) หลังจากนั้น ชีวิตของบนสังเวียนของเขา ก็ได้เบนเข็มมาชกมวยอาชีพ กล่าวได้ว่า เดอ ลา โฮยา มีจุดเด่นตรงที่สายตาดี มีความเร็วหมัดที่ไวมาก และประกอบด้วยเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี จึงสามารถเรียกคนดูในกลุ่มที่ไม่ใช่แฟนมวยให้มาสนใจได้ด้วย
ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้สร้างชื่อเสียงให้ เดอ ลา โฮยา ในระยะเวลาไม่นาน โดยที่ เดอ ลาโฮยา มีความหวังไว้ว่าจะต้องเป็นแชมป์โลก 6 รุ่น คนแรกของโลกให้ได้

                        ในชื่อศึก ” The Ultimate Glory “เดอ ลา โฮยา ได้แชมป์ครั้งแรก โดยได้แชมป์ในรุ่นจูเนีบร์ไลท์เวท ขององค์กรมวยโลก (WBO) ในปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) และเป็นแชมป์ในรุ่นไลท์เวท ของทั้งองค์กรมวยโลก (WBO) และสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) ในปีพ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)
จากนั้นในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) เดอ ลา โฮยา จึงมีโอกาสได้เปิดศึกกับยอดมวยในดวงใจเขา คือ ” ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ ” ด้วยมีเดิมพันเป็นแชมป์โลกในรุ่นซูเปอร์ไลท์เวท สภามวยโลก (WBC) ซึ่ง เดอ ลา โฮยา สามารถเอาชนะแตกไปได้ยกที่ 4 และสามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้ไว้ได้ 1 ครั้ง กับ มิเกล แองเจิล กอนซาเลซ
ก่อนที่จะขยับรุ่นขึ้นไปท้าชิงกับ เพอร์เนล วิเทเกอร์ ยอดนักมวยชาวอเมริกันอีกคน ในรุ่นเวลเตอร์เวท ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ซึ่ง เดอ ลา โฮยา ก็เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนไปได้ โดยที่ฝ่ายวิเทเกอร์ไม่ยอมรับผลในการตัดสิน

เดอ ลา โฮยา ป้องกันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้ไว้ได้ 7 ครั้ง รวมถึงการเอาชนะฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ ไปได้อีกครั้ง ก่อนที่จะเดิมพันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้กับแชมป์รุ่นเดียวกันของสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF)
กับยอดมวยชาวเปอร์โตริโก เฟลิกซ์ ทรินิแดด ในปีพ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ซึ่งผลการชกออกมา คือ เดอ ลาโฮยา แพ้คะแนนไปแบบไม่เป็นเอกฉันท์ และเป็นการแพ้ครั้งแรกในชีวิตการชกมวยอาชีพของ เดอ ลา โฮยา ด้วย
จากนั้น เดอ ลา โฮยา ได้อุ่นเครื่องนี้ในรุ่นนี้ต่อไปอีก 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะเปิดศึกกับคู่ปรับเก่าที่เดอ ลา โฮยา เคยแพ้มาแล้วในแบบมวยสากลสมัครเล่น กับ ซูการ์ เชน มอสลีย์ ซึ่ง เดอ ลา โฮยา ก็แพ้คะแนนมอสลีย์ไป

                       ต่อมา เดอ ลา โฮยา ได้ขยับรุ่นขึ้นมาในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท และได้แชมป์ในรุ่นนี้ โดยชนะคะแนน ฆาเวียร์ คัสติญเลโญ นักมวยชาวสเปน ก่อนที่จะพบกับคู่ปรับเก่าเชน มอสลีย์ ที่ขยับรุ่นตามขึ้นมา และมอสลีย์ก็สามารถย้ำแค้น เอาชนะคะแนนไปได้อีก
จากนั้น เดอ ลา โฮยา ได้ขยับรุ่นต่อไปอีก เป็นรุ่นที่ 6 ที่ตั้งความหวังไว้ คือ มิดเดิลเวท ได้แชมป์ในรุ่นนี้ขององค์กรมวยโลก (WBO) โยชนะคะแนนเฟลิกซ์ สตรวม นักมวยชาวเยอรมันไปแบบไม่น่าประทับใจ เพราะเดอ ลา โฮยา ช้าลงมาก
อีกทั้งน้ำหนักหมัดไม่สามารถทำอะไรคู่ชกได้เลย ก่อนที่จะเปิดศึกเดิมพันตำแหน่งแชมป์รุ่นนี้กับยอดมวยของรุ่นมิดเดิลเวท ชาวอเมริกัน เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์ ซึ่ง เดอ ลา โฮยา เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกที่ 9 แบบหมดรูป เดอ ลา โฮยา จึงลดรุ่นกลับมาชกในรุ่นเดิม
และสามารถคว้าแชมป์ของ WBC (สภามวยโลก) มาได้ด้วยการเอาชนะน็อกริคาร์โด มาร์ยอก้า นักมวยชาวนิคารากัว ไปได้ในยกที่ 6 เมื่อต้นปีพ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และยังไม่ได้ป้องกันตำแหน่งในรุ่นนี้กับใคร

                       ปัจจุบัน เดอ ลา โฮยา ยังไม่แขวนนวม แม้จะผ่านจุดสูงสุดของการชกมวยมาแล้ว และได้มีกิจการจัดการชกมวยเป็นของตนเอง คือ ” โกลเด้น บอย โปรโมชั่น ” (Golden Boy Promotion) ในปี 2001โดย เดอ ลา โฮยา ทำหน้าที่เป็นโปรโมเตอร์เอง
หน้าปกอัลบั้มช่วงสมัยรุ่งเรือง ออสการ์ เดอ ลา โฮยา นับได้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของวงการมวยโลก กล้าชกกับยอดมวยโลกในรุ่นเดียวหรือใกล้เคียงกันทุกคน เป็นที่สนใจของทั้งแฟนมวยและไม่ใช่แฟนมวย
ด้วยหน้าตา บุคลิกที่หล่อเหลาคล้ายดาราภาพยนตร์ ผิดกับภาพลักษณ์ของนักมวยทั่วไป จึงทำให้ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเพลงของตัวเอง 1 อัลบั้มในชื่อเดียวกับตัว ในปีพ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) มีเพลงฮิต คือ ” Run to Me ”
ซึ่งเป็นเพลงเก่าของบีจีส์มาร้องเป็นเพลงเอกในอัลบั้ม และอัลบั้มชุดนี้ยังมีชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในปีนั้นอีกด้วย

                       เดอ ลา โฮยา มีนักมวยในดวงใจ 3 คน คือ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ, ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด, เทอร์รี่ นอร์ริส และเมื่อขึ้นเวทีถ้ามีโอกาส เดอ ลาโฮยา จะถือธงชาติ 2 ผืน คือ ธงชาติอเมริกา และธงชาติเม็กซิโก เพื่อบ่งบอกความเป็นคนของทั้งสองชาติ
และเมื่อเผชิญหน้ากับคู่ชกเมื่อกรรมการอธิบายกติการก่อนชก จะไม่สบตาคู่ชก แต่จะเเหงนหน้ามองเพดานตลอด
ชีวิตส่วนตัวของเขานั้น เดอร์ ลา โฮย่า แต่งงานกับนักร้องเปอร์โตริโก มิลลี่ โคเร็ทเจอร์ (Millie Corretjer) อย่างเงียบๆ ในพิธีส่วนตัวในเปอร์โตริโก

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

 มิชาเอล ชูมัคเกอร์

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม : มิชาเอล ชูมัคเกอร์
วันเกิด : 3 มกราคม 1969
สถานที่เกิด : เมืองฮูร์ท-เฮอร์มุลไฮม์ (ใกล้กับนครโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี)
สัญชาติ : เยอรมนี
สังกัด : จอร์แดน (1991), เบเนตอง (1991-1995), เฟอร์รารี่ (1996-2006)
แข่งขันครั้งแรก : เบลเยี่ยม กรังปรีซ์ 1991
มิชาเอล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher, 3 มกราคม ค.ศ. 1969- ) เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวเยอรมัน เขาเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้รับชัยชนะมากครั้งที่สุด และได้ตำแหน่งแชมป์โลกรถสูตรหนึ่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 7
ในปีค.ศ. 2004 ประมาณกันว่าเขาทำรายได้สูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งรายได้จากกิจกรรมต่างๆ ที่รวมไว้ในสัญญาเป็นนักขับให้กับทีมเฟอร์รารี่ รายได้มหาศาลส่วนหนึ่งมาจากสัญญาที่เขาทำกับบริษัทที่ปรึกษานักลงทุนของเยอรมนี (Deutsche Verm?gensberatung) ที่ยอมจ่ายให้กับชูมัคเกอร์สูงถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เขาสวมหมวกนักแข่งที่มีสัญลักษณ์ของบริษัทขนาด 4 นิ้วติดอยู่
ช่วงต้นของชีวิต ชูมัคเกอร์เกิดที่เมืองฮูร์ท-เฮอร์มุลไฮม์ (ใกล้กับนครโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี)

เขาเริ่มแข่งรถคาร์ทบนสนามที่บิดาสร้างขึ้นเองในบ้านตั้งแต่อายุสี่ขวบ บิดาของเขา โรล์ฟ ชูมัคเกอร์ เป็นผู้จัดการสนามแข่งรถคาร์ทของท้องถิ่น (ตั้งอยู่ที่เมืองเคอร์เพน บ้านเกิดของชูมัคเกอร์) เขาได้รับใบขับขี่ เมื่ออายุสิบสองปี และได้เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันในทันที ในระหว่างปีค.ศ. 1984 และ ค.ศ. 1987 มิคาเอลชนะการแข่งขันรถคาร์ทในเยอรมนีและในทวีปยุโรปหลายรายการ รวมทั้งการแข่งขันฟอร์มูลาโคนิคซีรีย์  ในปีค.ศ. 1988 ชูมัคเกอร์เข้าแข่งขันในรายการฟอร์มูลาฟอร์ดซีรีส์ และในอีกสองปีต่อมาก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรสามของเยอรมนี ซึ่งเขาชนะการแข่งขันในปีค.ศ. 1990 ในปีค.ศ. 1991 เขายังคงเป็นดาวรุ่งในวงการรถแข่ง และได้เข้าร่วมโครงการแข่งรถเยาวชนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการแข่งขัน เวิลด์ เอนดูแรนซ์ แชมเปียนชิพชนะการแข่งขันในกรุงเม็กซิโกซิตี้และที่ออโตโพลิส

โดยการเป็นนักแข่งให้กับทีม เซาเบอร์-เมอร์เซเดส-เบนซ์ C291 เขายังได้เข้าแข่งในรายการฟอร์มูลา 3000 ของญี่ปุ่น รวมทั้ง รายการเยอรมันทัวริงคาร์เป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 เริ่มแข่งรถสูตรหนึ่ง  ชูมัคเกอร์ที่อินเดียนาโพลิส ปีค.ศ. 2004ชูมัคเกอร์ได้เข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรหนึ่งครั้งแรกในรายการ เบลเยียมกรังปรีซ์ ในปีค.ศ. 1991 ในฐานะนักแข่งตัวสำรองให้กับแบร์ทรอง กาโชต์ที่ถูกจำคุก (ด้วยความผิดข้อหาพ่นสเปรย์ก้าซ CS ใส่หน้าคนขับรถแท็กซี่ในกรุงลอนดอน) เอ็ดดี้ จอร์แดน ได้เซ็นสัญญากับชูมัคเกอร์ให้เข้าร่วมทีมแข่งรถจอร์แดน

ในรายการเบลเยียมกรังปรีซ์ ซึ่งชูมัคเกอร์ก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการควอลิฟายได้เป็นอันดับเจ็ด ในฐานะนักขับมือหนึ่งของรถสูตรหนึ่งรายการแรกของชีวิต ต่อมาเขาก็ได้เข้าร่วมทีมเบเนตอง-ฟอร์ดในการแข่งขันครั้งต่อมา และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมากล้นในทันที ในปีถัดมา (ค.ศ. 1992) เขาก็ชนะการแข่งขันรถสูตรหนึ่งรายการแรกที่เบลเยียมกรังปรีซ์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม และได้อันดับที่สามในการจัดอันดับนักแข่งของรายการ
ชูมัคเกอร์ชนะการแข่งขันรถสูตรหนึ่งเป็นฤดูกาลแรกในฐานะนักแข่งทีมเบเนตอง เมื่อปีค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นและมีการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เขาเอาชนะการแข่งขันในสี่สนามแรกของฤดูกาลได้ และชนะการแข่งขันรวมทุกครั้งในเจ็ดครั้งแรก แต่ในการแข่งขันสนามท้ายๆ เดมอน ฮิลล์คู่แข่งในขณะนั้น มีอันดับนักแข่งจ่อหลังชูมัคเกอร์มาติดๆ อันเนื่องมาจากชูมัคเกอร์ต้องออกจากการแข่งขันในบริติชกรังปรีซ์ และเบลเยียมกรังปรีซ์ ชูมัคเกอร์มีคะแนนนำเดมอน ฮิลล์เพียงคะแนนเดียวก่อนเริ่มการแข่งขันในสนามสุดท้ายของฤดูกาลที่ออสเตรเลีย แต่ชูมัคเกอร์ก็สามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ของฤดูกาลไปได้หลังจากขับรถชนรถของเดมอน ฮิลล์ ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี ชูมัคเกอร์สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกไว้ได้อย่างงดงามในฤดูกาลปีค.ศ. 1995 โดยมีคะแนนรวมทิ้งห่างนักแข่งอันดับที่ 2 (คือ เดมอน ฮิลล์ อีกครั้ง) อยู่ถึง 30 คะแนน ชูมัคเกอร์กับจอห์นนี่ เฮอร์เบิร์ต เพื่อนร่วมทีมได้ช่วยกันผลักดันให้ทีมเบเนตองชนะการแข่งขันในระดับทีมได้เป็นสมัยแรกและสมัยเดียว
ในสองฤดูกาลแรกที่ชูมัคเกอร์เข้าแข่ง เขาชนะการแข่งขัน 17 สนาม ได้ขึ้นโพเดียม 21 ครั้ง ได้ตำแหน่งโพล 10 ครั้ง และในการแข่งขันทั้งหมด 31 ครั้ง มีเพียงครั้งเดียวที่เขาควอลิฟายเพื่อออกสตาร์ทได้ต่ำกว่าอันดับที่ 4
เข้าร่วมทีมเฟอร์รารี่   ชูมัคเกอร์ที่อินเดียนาโพลิส ปีค.ศ. 2005ในปีค.ศ. 1996 มิคาเอลได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมแข่งรถเฟอร์รารี่ ซึ่งในขณะนั้นนับว่าเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเฟอร์รารี่ไม่ได้ชนะมานานแล้ว (ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่มีฐานในอิตาลีรายนี้ไม่ได้ชนะมาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว) หลังจากการก่อร่างสร้างตัวสองสามปี ชูมัคเกอร์ได้ช่วยให้เฟอรร์ารี่ได้แชมป์โลกในส่วนของผู้ประกอบรถยนต์ในปีค.ศ. 1999
อย่างไรก็ดี ความฝันที่จะได้เป็นแชมป์โลกนักขับอีกครั้งของเขาในปีนั้นต้องพังทลายลง ในระหว่างการแข่งขันบริติช กรังปรีซ์ เมื่อรถของเขาประสบอุบัติเหตุชนยับ ทำให้ขาเขาหักและต้องพลาดการแข่งขันอีกหกสนามต่อมา แต่มิคาเอลก็ได้ทวงความสำเร็จของเขาคืนมาอีกครั้งในปีค.ศ. 2000 ด้วยการได้แชมป์โลกนักขับเป็นสมัยที่สาม (และเป็นแชมป์โลกนักขับคนแรกของทีมเฟอร์รารี่ นับตั้งแต่โจดี้ เชคเตอร์ได้ตำแหน่งนี้ในปีค.ศ. 1979)

มนัส บุญจำนงค์

  มนัส บุญจำนงค์

 

 มนัส บุญจำนงค์

ประวัติความเป็นมา 
มนัส บุญจำนงค์ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1980 ที่จังหวัดราชบุรี ประเทศไทย เป็นบุตรของนายมโน และนางมาลี บุญจำนงค์ มีน้องชายอีก 2 คนคือ นนท์ และพันธนินทร์ โดยมนัสเริ่มต้นชกมวยไทยตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับนักชกมวยสากลสมัครเล่นรุ่นพี่ในทีมชาติหลายๆราย
หลังจากแววความสามารถเริ่มจับ “เจ้าเติ้ล” ก็มาชกมวยให้กับจังหวัดบ้านเกิดในกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่จังหวัดสงขลาเมื่อปี 1993 และฟอร์มการชกของมนัส ก็ไปเตะตาของ ฮวน ฟอนตาเนียล โค้ชทีมชาติไทยชาวคิวบาเข้าอย่างจัง ก่อนจะถูกเรียกตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมในโครงการมวยเยาวชนในยุคที่มี พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร เป็นนายกสมาคมอยู่
สร้างชื่อคว้าเหรียญทองโอลิมปิกส์

มนัส ได้โอกาสลุยโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในชีวิตเมื่อปี 2004 ที่ประเทศกรีซในรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท (64 กิโลกรัม) และ”เดอะเติ้ล”ก็สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาครองได้สำเร็จ โดยเส้นทางการคว้าเหรียญในโอลิมปิก 2004 นั้น มนัส เริ่มต้นจากการเอาชนะสไปดิออน อิออนนิดิส นักชกเจ้าถิ่นได้ในรอบแรก จากนั้นก็มาเอาชนะโรมิโอ บริน นักชกฟิลิปปินส์ได้ในรอบที่ 2
ต่อมาในรอบ 8 คนสุดท้าย “เดอะเติ้ล”ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงเมื่อไล่ต่อยเอาชนะวิลลี เบรน จากฝรั่งเศส ไปได้อีกอย่างขาดลอย ถึงตอนนี้ มนัส มีเหรียญทองแดงคล้องคอไว้แล้ว ก่อนที่จะลงแข่งรอบรองชนะเลิศกับ ไอโอนัท จอร์จี จากโรมาเนีย ซึ่งมนัสก็ไม่พลาดผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
โดยวันที่ 28 สิงหาคม 2004 ก็กลายเป็นวันที่มนัสและคนไทยทั้งประเทศจะต้องจดจำไปอีกนาน เมื่อหนุ่มจากราชบุรีต่อยเอาชนะยูได เซเดอโน่ จอห์นสัน นักมวยจากคิวบาไปได้ด้วยคะแนน 17-11 หมัด คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์มาคล้องคอได้สำเร็จ
ผ่านพ้นมรสุมหนักในชีวิต

หลังจากมนัสได้เหรียญทองจากเอเธนธ์เกมส์ ก็ประสบปัญหาครอบครัวและติดการพนัน ทำให้ไม่เข้าซ้อมชกมวยบ่อยครั้ง ก่อนจะกลับตัวได้และลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2006 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และคว้าเหรียญทองมาครองได้อีกเมื่อเดือนธันวาคม 2006 และยังมาคว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่โคราชเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อีกด้วย โดยก่อนหน้าที่โอลิมปิกเกมส์ 2008 จะเริ่มขึ้น มนัสได้ประกาศไว้ก่อนการแข่งขันโอลิมปิกว่าจะเลิกเล่นทีมชาติอย่างแน่นอนและเบนเข็มไปชกมวยสากลอาชีพแทน
มนัส เป็น 1 ใน 8 นักมวยสากลสมัครเล่นของไทยที่ได้สิทธิ์ลุยโอลิมปิก 2008 ก็เหินฟ้าบินไปเก็บตัวกันที่ประเทศเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมสู้ศึกปักกิ่งเกมส์ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตอนนี้ มนัสและเพื่อนร่วมทีมขุนพลเสื้อกล้ามไทยที่กำลังก็ตัวฝึกซ้อมอย่างหนักอยู่ที่ประเทศเวียดนาม

ประวัติ อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม)

ประวัติ อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม)

 

ประวัติตูน บอดี้สแลม

 

 

อาทิวราห์ คงมาลัย ชื่อเล่น ตูน เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นนักร้องนำและนักแต่งเพลงของวงบอดี้สแลม อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของแอ๊ด คาราบาว และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ตั๊ก บงกช อีกด้วย อาทิวราห์เข้าประกวดเวทีฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ดครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2539 และเป็นสมาชิกวงละอ่อน และได้เซ็นสัญญากับทางค่าย มิวสิค บั๊กส์ ก่อนที่สมาชิกบางส่วนในวงได้ไปศึกษาเรียนต่อต่างประเทศ ในเวลาต่อมา อาทิวราห์ และ ธนดล ช้างเสวก, รัฐพล พรรณเชษฐ์ ได้ก่อตั้งวงดนตรีใหม่ชื่อว่า บอดี้แสลม และผลิตผลงานเพลงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อาทิวราห์ คงมาลัย ยังเป็นผู้เข้าแข่งขันเทเบิลเทนนิสอย่างต่อเนื่อง และได้รับเชิญให้เป็นทูตกีฬาเทเบิลเทนนิสจากสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย ด้านชีวิตส่วนตัว อาทิวราห์ปัจจุบันกำลังคบกับนักแสดงสาว ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ปัจจุบัน ตูน บอดี้สแลม เป็นหัวหน้าโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ซึ่งมีเป้าหมายระดมเงินทุนทะลุ 700 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งในประเทศไทยด้วยการวิ่งจาก อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จุดใต้สุดของประเทศไทย ไปยัง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จุดเหนือสุดของประเทศไทย รวมระยะทาง 2,215.4 กิโลเมตร รวมเวลาการวิ่ง 55 วัน สุดท้ายได้จำนวนเงินเกินเป้าหมาย อยู่ที่ 1,148 ล้านบาท

 

ช่วงปีที่ผ่านมาเชื่อว่านักร้องสายร็อคที่คนไทยรู้จักกันทั้งประเทศไทย ต้องเป็น พี่ตูน บอดี้สแลม หรือชื่อจริงว่า นายอาทิวราห์ คงมาลัย โครงการก้าวคนละก้าวของเค้าและทีมงานกลายเป็นเรื่องที่รวมใจของคนทั้งประเทศไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้เราเลยขอนำเสนอเรื่องราวของเค้ากันอีกสักหนึ่งบทความ
ความเป็นมาของพี่ตูน

นามสกุลของพี่ตูน หลาคนคงจะคุ้นตา เนื่องจากคล้ายกับนักร้องเพื่อชีวิตระดับประเทศ พี่แอ็ด คาราบาว ใช่แล้ว พี่ตูน มีฐานะเป็นหลานของ พี่แอ๊ด คาราบาว ไม่เพียงเท่านั้น พี่ตูน ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นางเอกหนังร้อยล้าน ตั๊ก บงกช คงมาลัยอีกด้วย

การเรียนยอดเยี่ยม
นักดนตรีหลายคนมักจะถูกตั้งคำถามเสมอเรื่องการเรียน ว่าอาจจะไม่เก่ง ไม่ไปถึงไหน มันเป็นความคิดที่ผิดมาก พี่ตูนเองเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่า นักร้องก็เรียนได้ การศึกษาของพี่ตูนเริ่มจากจบ ม.ปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบ จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นไหมว่าไม่ธรรมดา

เส้นทางดนตรี
ประวัติเส้นทางดนตรีของพี่ตูนนับว่าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เค้าได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันวงดนตรี โครงการฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ดครั้งที่ 1 (การประกวดที่ยิ่งใหญ่สุดของนักเรียนวัยมัธยม) จากนั้น พี่ตูน กับเพื่อนได้ตั้งวงดนตรีชื่อว่า วงละอ่อน ขึ้นมาแต่เหมือนทุกคนยังไม่พร้อมหลังจบอัลบั้มนี้ จึงได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อตามเส้นทางของตัวเอง

จากสจ๊วต สู่นักดนตรี
หลังจากจบปริญญาตรี พี่ตูน ได้ปล่อยเรื่องราวของวงดนตรีไว้เบื้องหลัง จากนั้นเข้าทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (สจ๊วต) แน่นอนว่าตอนนั้นเค้าเองก็มีความหวังจะกลับมาเล่นดนตรีอีกครั้งแต่จังหวะยังไม่ลงตัว เลยต้องรอต่อไป เหมือนสวรรค์ส่งมาโปรดวันดีขึ้นดีเหมือนอะไรมันลงล็อตด้วยตัวของมันเอง พี่ตูนได้กลับมารวมตัวกับเพื่อนอีกครั้งเพื่อก่อตั้งวงดนตรี บอดี้แสลมขึ้น จนกลายเป็นวงดนตรีร็อคแถวหน้าของเมืองไทย

นักร้องนักกีฬา
พี่ตูนยังมีงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งที่ใครหลายคนไม่รู้ นั่นคือ พี่ตูนเป็นคนรักสุขภาพ เล่นกีฬาด้วย ภายใต้ภาพร็อคเกอร์ หน้าเวที อีกแง่มุมหนึ่ง พี่เค้าเป็นนักกีฬาเทเบิ้ลเทนนิส (ปิงปอง) ด้วย พี่ตูนฝึกฝนตัวเองจนเป็นตัวแทนจังหวัดสุพรรณบุรี เค้าแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 อีกด้วย นอกจากนั้นพี่ตูนเป็นชอบการวิ่งระยะไกลมาก หากมีเวลาว่างพี่เค้าจะฝึกฝนตัวเอง ท้าทายขีดจำกัดการวิ่งของตัวเองเสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของ โครงการก้าวคนละก้าว จะเห็นว่า พี่ตูน นับว่าเป็นบุคคลดนตรีที่มีความสามารถรอบด้านมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การเล่นดนตรี การเล่นกีฬา นับว่าพี่ตูนเป็นแบบอย่างให้กับนักดนตรี ไปจนถึงวัยรุ่นยุคใหม่ได้เดินตามรอยต่อไป

ตูน บอดี้สแลม เป็นแฟนบอลสุพรรณบุรีเอฟซี และทอตนัมฮอตสเปอร์ ชื่นชอบในการเล่นฟุตบอล ปั่นจักรยาน  เทเบิลเทนนิส วิ่ง รวมถึงยังเคยลงแข่งขันไตรกีฬาอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2557 ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเข้าร่วมทีมเทเบิลเทนนิสของจังหวัดเจ้าภาพ และเป็นตัวแทนนักกีฬากล่าวคำปฏิญาณตนในพิธีเปิดด้วย  มาที่เรื่องราวของรอยสักกันบ้าง ตูน บอดี้แสลม สักลายหมูป่า บริเวณหน้าอกด้านขวา และหัวไหล่ ต้องบอกว่าขนาดสักมานานแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังมีหนุ่มๆ หลายคนสักตามลายของ ตูน บอดี้สแลม อยู่เลย

 

ปลาอัลลิเกเตอร์

ปลาอัลลิเกเตอร์

 

 

 

ปลาอัลลิเกเตอร์ หรือ ปลาจระเข้ (อังกฤษ: Alligator gar; ชื่อวิทยาศาสตร์: Atractosteus spatula) เป็นปลากินเนื้อน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปลาการ์
มีลักษณะเด่น คือ มีส่วนปากยาวคล้ายกับจระเข้หรืออัลลิเกเตอร์ รูปร่างกลมยาว ตากลมสีดำ บริเวณลำตัวจรดหางคล้ายปลา มีครีบเล็กใต้ท้อง 2 ครีบคู่ ใต้ท้องสีขาว บริเวณปลายหาง ใกล้หางมีครีบใหญ่อีก 2 ครีบ ซึ่งโคนหางด้านบนมีขนาดใหญ่กว่าโคนหางด้านล่างอย่างเห็นได้ชัดเจน ครีบหางกลมมนเป็นรูปพัด เป็นปลาที่กระจายพันธุ์อยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ หรือทะเลสาบ ของสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้ เช่น รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนา
ปลาอัลลิเกเตอร์มีปากเรียวยาวเหมือนอัลลิเกเตอร์ ที่ภายในมีฟันที่แหลมคม 2 แถว ประมาณ 500 ซี่ ใช้สำหรับงับเหยื่อก่อนที่จะกลืนลงไป เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์มีความหนาและแข็ง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนเพชร มีสารเหมือนกับสารเคลือบฟันเคลือบอยู่ มีความคมเมื่อถูจะถูกบาดทำให้เกิดบาดแผลได้ อินเดียนแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของอเมริกาใช้เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์ทำเป็นหัวลูกศร
ปลาอัลลิเกเตอร์สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพต่ำ มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำ เช่น น้ำที่ขุ่นข้นสภาพพื้นน้ำเป็นโคลน เนื่องจากมีถุงลมที่ทำหน้าที่เสมือนปอดช่วยในการหายใจ ทำให้สามารถขึ้นมาฮุบอากาศบนผิวน้ำได้
หน้าตรง
ตัวที่เป็นพลาตินั่ม
ปลาอัลลิเกเตอร์ ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า 100 ล้านปีแล้ว ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยขนาดลำตัวที่ใหญ่และเกล็ดที่แข็งแรงทำให้ปรับตัวและอยู่รอดได้มาจนถึงปัจจุบัน
ปลาอัลลิเกเตอร์มีความยาวโดยเฉลี่ยได้ถึง 6–7 ฟุต น้ำหนักมากกว่า 100 ปอนด์ มีอายุขัยได้มากถึง 60 ปี ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ แต่ก็มีคำกล่าวอ้างจากนักตกปลาพื้นถิ่นว่าเคยพบเห็นตัวที่ยาวถึง 14 ฟุต ในปี ค.ศ. 1987 และในปี ค.ศ. 1910 ที่รัฐมิสซิสซิปปี มีผู้จับตัวที่มีความยาวถึง 10 ฟุตได้ จึงจัดเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบได้ในสหรัฐอเมริกา และเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตัวที่มีความยาว 10 ฟุต ในปี ค.ศ. 1910
ด้วยขนาดที่ใหญ่และรูปลักษณ์ที่น่ากลัว ทำให้ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นที่ร่ำลือว่าทำร้ายมนุษย์ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ในฤดูร้อน ค.ศ. 1932 ที่หลุยส์เซียนา มีรายงานว่าเด็กผู้หญิงรายหนึ่งถูกปลาอัลลิเกเตอร์ทำร้ายที่ขา ขณะที่เธอลงไปใกล้ทะเลสาบพร้อมกับพี่ชายวัย 13 ขวบของเธอ แพทย์ที่ทำการรักษาเธอ เป็นแพทย์มานานกว่า 40 ปี ได้บันทึกไว้ว่าไม่เคยเห็นบาดแผลที่เหวอะหวะแบบนี้มาก่อน เหมือนกับเข็มหยาบ ๆ ที่เจาะทะลุกระดาษ ซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานตามคำบอกเล่าของพี่ชายเธอว่า เป็นการกระทำของปลาอัลลิเกเตอร์ความยาว 7 ฟุต
ก่อนทศวรรษที่ 30 ปลาอัลลิเกเตอร์ยังพบได้กระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1933 คณะกรรมการตกปลาเท็กซัสได้มีมติล่าทำลายปลาอัลลิเกเตอร์ครั้งใหญ่ เนื่องจากถูกพิจารณาว่าเป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ของปลาพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ เนื่องจากปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลากินเนื้อขนาดใหญ่ ที่อาจหากินได้วันละ 2 ครั้ง กินอาหารมากกว่าขนาดน้ำหนักตัวของตัวเอง 3 ทศวรรษผ่านไป มีปลาอัลลิเกเตอร์นับล้านตัวที่ถูกกำจัดไป
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลาที่ไม่ดุร้าย ไม่ทำร้ายหรือกินมนุษย์เป็นอาหาร แต่จะกินปลาต่าง ๆ เป็นอาหาร รวมถึงสัตว์ปีกเช่น นกเป็ดน้ำ ได้ด้วย แต่จะกินอาหารชิ้นที่พอที่จะกลืนลงไปได้เท่านั้น เมื่อจับเหยื่อได้แล้วกรามจะล็อกแน่นเพื่อไม่ให้เหยื่อดิ้นหลุด เนื่องจากส่วนหัวมีเนื้อที่ยึดติดกับแผ่นเกล็ดที่แข็งเหมือนเกราะติดกับข้อต่อส่วนคอทำให้แลดูส่วนลำคอลาดโค้ง ทำให้มีแรงงับจำนวนมาก ก่อนที่จะกลืนเหยื่อลงไปในคอ หากจับได้แล้วเหยื่อยังไม่ตาย ก็จะรอให้ตายเสียก่อน
ปัจจุบันจึงทำให้ปลาอัลลิเกเตอร์หลงเหลือเฉพาะภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา และถูกอนุรักษ์ ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬา โดยมักจะตกได้ในช่วงพลบค่ำก่อนพระอาทิตย์จะตก โดยใช้เหยื่อเป็นชิ้นปลาเช่น ปลาบัฟฟาโล ซึ่งเป็นปลาซัคเกอร์ชนิดหนึ่ง และนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม และจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบัน สามารถที่จะเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว จนกระทั่งมีปลาที่มีสีแตกต่างจากปลาดั้งเดิมในธรรมชาติ เช่น ปลาพลาตินั่ม ที่มีลำตัวสีขาวแวววาว ซึ่งมีราคาแพงกว่าปลาปกติหลายเท่า มีปลาที่ถูกเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อโตขึ้นมา ผู้เลี้ยงไม่สามารถเลี้ยงต่อไปได้ปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แหล่งกำเนิดดั้งเดิมในหลายพื้นที่ เช่น จีน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งสามารถที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ ได้

ลิงบาร์บารี 

ลิงบาร์บารี 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลิงบาร์บารี 

ลิงบาร์บารี หรือ บาร์บารีเอป หรือ มาก็อต (อังกฤษ: Barbary macaque, Barbary ape, Magot; ชื่อวิทยาศาสตร์: Macaca sylvanus[3]) เป็นลิงชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ลิงโลกเก่า (Cercopithecidae)
จัดเป็นลิงประเภทลิงแม็กแคกชนิดหนึ่ง จัดเป็นลิงเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่พบกระจายพันธฺุ์อยู่ทางตอนเหนือของทะเลทรายสะฮารา บริเวณยิบรอลตา, โมร็อกโก และในพื้นที่อนุรักษ์ของลิเบีย รวมถึงอาจพบได้ในทวีปยุโรปทางตอนใต้ที่กับช่องแคบยิบรอลตาได้ด้วย ซึ่งก็จัดได้อีกว่าเป็นลิงเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่พบได้ในทวีปยุโรป ซึ่งตามปกติแล้ว ทวีปยุโรปจะไม่มีลิง สันนิษฐานว่า เกิดจากการนำเข้ามาในฐานะของสัตว์เลี้ยงหรือเพื่อการละเล่นละครสัตว์[4]
ลิงบาร์บารี มีลักษณะเหมือนลิงแม็กแคกชนิดอื่น ๆ มีขนตามลำตัวเป็นสีส้มฟูหนา เป็นลิงที่ไม่มีหาง อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง และสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถพบได้ทั้งในทะเลทรายที่ร้อนระอุ รวมถึงสถานที่ ๆ อากาศเหน็บหนาวอุณหภูมิติดลบ มีหิมะและน้ำแข็งได้ด้วย กินอาหารได้หลากหลายทั้งพืช, เนืิ้อสัตว์ และสัตว์ขนาดเล็กต่าง ๆ
แต่ลิงบาร์บารี มีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากลิงแม็กแคกชนิดอื่น ๆ คือ ตัวผู้มักจะกระเตงลูกไปไหนมาไหนด้วย และจะปกป้องดูแลลูกลิงเป็นอย่างดี จากการศึกษาพบว่า เป็นไปเพื่อการปฏิสัมพันธ์กับลิงตัวผู้ตัวอื่น ๆ โดยใช้ลูกลิงเป็นตัวเชื่อม บางครั้งจะพบลิงตัวผู้ตกแต่งขนให้กัน รวมทั้งดูแลลูกลิงซึ่งกันและกันด้วย
ลิงบาร์บารี นิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยง โดยกลุ่มลักลอบค้าสัตว์ป่าจะจับลูกลิงประมาณ 300 ตัวจากป่าในโมร็อกโกเพื่อส่งไปขายยังตลาดสัตว์เลี้ยงในยุโรปที่เติบโตขึ้น ส่งผลเสียต่อความยั่งยืนของจำนวนประชากร ปัจจุบันมีจำนวนประชากรอยู่เพียง 6,000 ตัว ในจำนวนนี้ 4,000-5,000 ตัวอยู่ในโมร็อกโก โดยหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ลิงบาร์รารีถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมานานนับพันปีมาแล้ว เพราะมีการพบโครงกระดูกของลิงชนิดนี้ใต้เถ้าถ่านของเมืองปอมเปอี, ลึกลงไปในสุสานใต้ดินของอียิปต์ รวมทั้งถูกฝังใต้ยอดเขาในไอร์แลนด์ที่ซึ่งกษัตริย์อัลส์เตอร์ในยุคสำริดเคยครองบัลลังก์อีกด้วย

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

ลักษณะ : นกนางแอ่นที่มีลำตัวยาว ๑๕ เซนติเมตร สีโดยทั่วไปมีสีดำเหลือบเขียวแกมฟ้า โคนหางมีแถบสีขาว ลักษณะเด่นได้แก่ มีวงสีขาวรอบตา ทำให้ดูมีดวงตาโปนโตออกมา จึงเรียกว่านกตาพอง นกที่โตเต็มวัย มีแกนขนหางคู่กลางยื่นยาวออกมา ๒ เส้น

อุปนิสัย : แหล่งผสมพันธุ์วางไข่ และที่อาศัยในฤดูร้อนยังไม่ทราบ ในบริเวณบึงบอระเพ็ด นกเจ้าหญิงสิรินธรจะเกาะนอน อยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่นๆ ที่เกาะอยู่ตามใบอ้อ และใบสนุ่นภายในบึงบอระเพ็ด บางครั้งก็พบอยู่ในกลุ่มนกกระจาบ และนกจาบปีกอ่อน กลุ่มนกเหล่านี้มีจำนวนนับพันตัว อาหารเชื่อได้ว่าได้แก่แมลงที่โฉบจับได้ในอากาศ

ที่อยู่อาศัย : อาศัยอยู่ตามดงอ้อและพืชน้ำในบริเวณบึงบอระเพ็ด

เขตแพร่กระจาย : พบเฉพาะในประเทศไทย พบในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว

สถานภาพ : นกชนิดนี้สำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากการค้นพบครั้งแรกแล้วมีรายงานพบอีก ๓ ครั้ง แต่มีเพียง ๖ ตัวเท่านั้น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์: นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นนกที่สำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษาความสัมพันธ์ของนกนางแอ่น เพราะนกชนิดที่มีความสัมพันธ์กับนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมากที่สุด คือนกนางแอ่นคองโก (Pseudochelidon euristomina ) ที่พบตามลำธารในประเทศซาอีร์ ในตอนกลางของแอฟริกาตะวันตก แหล่งที่พบนกทั้ง ๒ ชนิดนี้ห่างจากกันถึง ๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร ประชากรในธรรมชาติของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเชื่อว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะเป็นนกชนิดที่โบราณที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ละปีในฤดูหนาวจะถูกจับไปพร้อมๆกับนกนางแอ่นชนิดอื่น นอกจากนี้ที่พักนอนในฤดูหนาว คือ ดงอ้อ และพืชน้ำอื่นๆที่ถูกทำลายไปโดยการทำการประมง การเปลี่ยนหนองบึงเป็นนาข้าว และการควบคุมระดับน้ำในบึงเพื่อการพัฒนาหลายรูปแบบ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียต่อการคงอยู่ของพืชน้ำ และต่อนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมาก

จระเข้แม่น้ำไนล์

จระเข้แม่น้ำไนล์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จระเข้แม่น้ำไนล์
(อังกฤษ: Nile crocodile; ชื่อวิทยาศาสตร์: Crocodylus niloticus[1]) เป็นจระเข้ชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่
จระเข้แม่น้ำไนล์ เป็นจระเข้ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองรองมาจากจระเข้น้ำเค็ม (C. porosus) ตัวผู้มีความยาวเฉลี่ย 3-5 เมตร แต่ตัวที่ยิ่งมีอายุมากจะยาวได้มากกว่านั้น ขณะที่ตัวเมียจะมีความยาวได้ตั้งแต่ 2.4-4 เมตร น้ำหนักตั้งแต่ 225-500 กิโลกรัม แต่ตัวผู้ที่ใหญ่อาจหนักได้ถึง 750 กิโลกรัม มีรายงานพบตัวที่ยาวที่สุดในแทนซาเนียมีความยาว 6.47 เมตร น้ำหนักประมาณ 1,090 กิโลกรัม
จระเข้แม่น้ำไนล์ กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำต่าง ๆ ที่เป็นน้ำจืดทั่วทวีปแอฟริกา แม้ว่าจะเป็นแหล่งน้ำที่ตื้นและมีโคลนขุ่นก็ตาม มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมเป็นฝูงขนาดใหญ่ เป็นสัตว์ที่ล่าปลา รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่เป็นอาหาร เช่น ม้าลาย, กาเซลล์, แอนทิโลปต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สัตว์เหล่านี้อพยพข้ามแม่น้ำ จระเข้แม่น้ำไนล์จะมารอดักซุ่มและโจมตีโดยเฉพาะตัวที่เล็กและอ่อนแอกว่า หรือแม้แต่ซุ่มดักรอใต้น้ำจนกระทั่งสัตว์เหล่านี้มากินน้ำริมตลิ่ง ก็จะโผล่ตัวมางับลากลงไปกดเหยื่อให้จมน้ำตายก่อนแล้วค่อยกิน[3] รวมถึงมีพฤติกรรมกินพวกเดียวกันเองด้วย
จระเข้แม่น้ำไนล์ สามารถซุ่มอยู่นิ่ง ๆ ใต้น้ำได้นานถึง 2 ชั่วโมงครึ่งก่อนจะขึ้นมาหายใจ ในตัวที่โตเต็มที่สามารถอดอาหารได้นานถึง 10 เดือนโดยไม่กินอะไรได้ และตัวเมียสามารถเก็บพักน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ของตัวผู้ไว้ในตัวได้เป็นเวลาค่อนข้างนาน[5] ในธรรมชาติ จระเข้แม่น้ำไนล์มีถิ่นอาศัยถิ่นเดียวกับฮิปโปโปเตมัส ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และมีอันตรายเช่นกัน แม้ทั้งสองชนิดอาจมีการปะทะกันบ้าง แต่โดยทั่วไปก็จะแบ่งพื้นที่อาศัยกันเป็นอย่างดี
นอกจากนี้แล้ว จระเข้แม่น้ำไนล์ยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุดชนิดหนึ่งของทวีปแอฟริกา ทุกปีจะมีผู้ถูกจระเข้ทำร้ายและสังหารเสียชีวิตปีหนึ่งคิดเป็นจำนวนหลักร้อยหรืออาจจะถึงหลักพัน โดยชาวอียิปต์โบราณจะนับถือจระเข้แม่น้ำไนล์เป็นทูตของเทพเจ้า และมีการทำมัมมี่ให้แก่จระเข้ตัวที่ตายไปแล้วด้วย[6] โดยเศียรของโซเบก หรือเซเบก ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นผู้ให้กำเนิดแม่น้ำไนล์ ก็เป็นรูปจระเข้แม่น้ำไนล์ เชื่อกันว่าแม่น้ำไนล์กำเนิดมาจากเขาทั้งสองข้างของโซเบก[7] กระนั้นในปัจจุบัน จระเข้แม่น้ำไนล์ก็ยังถูกล่าเพื่อนำหนังไปใช้ในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ จนคาดว่าจำนวนที่เหลือในธรรมชาติน่าจะมีราว 250,000-500,000 ตัว
กุสตาฟ ซึ่งเป็นจระเข้ที่ได้ชื่อว่าสังหารและกินมนุษย์ไปแล้วกว่า 300 คน มีขนาดความยาวกว่า 20 ฟุต อายุมากกว่า 60 ปี อาศัยอยู่ในตอนเหนือของบูรุนดีก็เป็นจระเข้แม่น้ำไนล์ด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน จระเข้ที่พบในทวีปแอฟริกา ในอดีตที่เคยเชื่อกันว่ามีแค่ชนิดเดียว คือ จระเข้แม่น้ำไนล์ ได้ถูกศึกษาทางดีเอ็นเอแล้วพบว่ามี 2 ชนิด โดยชนิดที่ถูกแยกออกมานั้น คือ Crocodylus suchus ซึ่งเดิมเคยเป็นชนิดย่อยของจระเข้แม่น้ำไนล์ ซึ่งจระเข้ชนิดนี้มีขนาดเล็กกว่า อีกทั้งยังมียังมีความแตกต่างกันทางสรีระภายนอก เช่น ลักษณะหัวกะโหลก หรือการเรียงตัวของเกล็ด เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีการกระจายพันธุ์ที่แตกต่างออกไปอีกด้วย กล่าว คือ จระเข้แม่น้ำไนล์มีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่ทางด้านภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกามากกว่า ซึ่งจระเข้ชนิดใหม่นี้เป็นชนิดที่ชาวอียิปต์โบราณนิยมนำไปทำมัมมี่มากกว่า